วิมุตติสุข = สุขอันเกิดจากความพ้นกิเลส เลิศกว่าสุขทั้งปวง

เรื่อง อานิสงส์แห่งทาน การทำทาน...ทำไปทำไม ?




“การดำเนินวิถีชีวิตของชาวพุทธทั้งหลายตื่นขึ้นมาขวนขวายสร้างทานบารมี การทำทานทำไปทำไม ? ก็จะมีอานิสงส์แห่งทานนั้นส่งผลให้กับผู้กระทำตามแต่ว่าผู้กระทำนั้นๆ จะคิดอย่างไรในขณะที่ทำทาน บุคคลทั้งหลายนำกับข้าวบ้างน้ำบ้างผลไม้ขนมสดบ้างมาให้ทาน ตัวของวัตถุทานนั้นจะคล้ายกันแต่ถ้าความนึกความคิดของผู้ให้แตกต่างกันผลที่ได้รับก็จะไปคนละที่กัน 

 

บุคคลผู้ใดรักษาไว้ซึ่งศีลของตน จะเป็นศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ก็ดี ทำคุณงามความดีและมีการให้ทาน ถ้าผู้ใดมีความคิดในขณะที่ให้ทานว่าการทำทานนี้จะส่งผลให้แก่เราในชาติหน้า เมื่อไปเกิดในชาติหน้าจะได้มีกินเหมือนกับที่เราได้ทำในชาตินี้ อาหารอันเลิศทั้งหลายที่นำมาถวายนี้ก็จะปรากฏแก่เราในภพต่อไป  ถ้าใครที่ทำทานแล้วคิดอย่างนี้จะไปเกิดเป็นหมู่เทพเทวดาชั้นที่ ๑ ชั้นจาตุมหาราชิกา ภุมเทวดารุกขเทวดาทั้งหลาย พวกนาคพวกคนธรรพ์พวกยักษ์เวสสุวรรณสัมมาทิฐิทั้งหลายคิดแบบนี้

 

แต่ถ้าบุคคลผู้ใดประพฤติแต่คุณงามความดี รักษาศีลและทำทาน ในขณะที่ทำทานมีความคิดว่าการทำทานเป็นสิ่งที่ดี การช่วยเหลือสงเคราะห์เป็นการดีก็เลยทำ ไม่ได้คิดว่าตายไปจะได้กินดิบกินดีอะไรต่อไป และมีความนอบน้อมในขณะให้ทาน มีความอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในตระกูลพูดไพเราะเพราะพริ้งอ่อนหวานรื่นหูรื่นใจ บุคคลผู้นี้หลังจากตายไปจะได้ไปเป็นเทวดาชั้นที่ ๒ ชั้นดาวดึงส์เป็นหมู่ของท้าวสักกะเทวราช (นิสัยของเทวดาชั้นดาวดึงส์ เจอใครจะยกมือไหว้ทักทายปราศรัยอ่อนน้อม) 

 

ต่อไปอีกคนหนึ่ง มีการรักษาศีลประพฤติตนเป็นคนดี มีความเคร่งครัดในคำสั่งของพ่อแม่ปู่ย่าตายาย บอกถ้ามีทรัพย์สมบัติต้องให้ทาน ประเพณีของบ้านเราตระกูลเราปู่ย่าตายายใส่บาตรกันมา เช้าจึงต้องมานั่งรอพระหน้าบ้านไม่มาก็ไม่ได้กลัวผีปู่ย่าตายายจะเคืองเอาว่ามาตัดประเพณีของตระกูล เคยอุดหนุนจุนเจือวัดเป็นมัคนายกวัดกันมาตลอด ครั้นมาถึงในช่วงเราจะต้องทำ ก็เลยทำตามที่ปู่ย่าตายายบอกไว้หรือคำตามคำสั่งของบรรพบุรุษ บุคคลนี้เมื่อตายไปจะได้ไปเป็นหมู่ของเทพเทวดาชั้นยามา ชั้นที่ ๓

 

ต่อมาบุคคลอีกประเภทหนึ่ง รักษาศีลทำคุณงามความดี และในขณะที่ทำทานไม่ได้คิดว่าผลทานนี้จะได้ไปปรากฏต่อตนเองเบื้องหน้า ไม่ได้คิดว่าการทำทานนั้นเป็นสิ่งที่ดี และก็ไม่ได้คิดที่จะทำตามผู้ใหญ่่ในตระกูลพ่อแม่ปู่ย่าตายายให้ทำให้สืบทอด แต่มีความคิดว่าสมณชีพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านี้ ไม่มีกสิกรรมไม่มีโครคกรรม ไม่มีการทำไร่ไถนาไม่มีฟาร์มปศุสัตว์ ไม่ได้ประกอบอาชีพค้าขาย เราในฐานะเป็นผู้ทำกสิกรรมมีโครคกรรม มีการประกอบกิจการค้าขายได้ทรัพย์ได้สมบัติมา เราควรจะนำออกให้แก่สมณชีพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านี้จึงจะควร และโดยปกติวิสัยเป็นคนชอบฟังธรรม ใคร่ต่อการที่จะรู้ว่าธรรมะเป็นอย่างไร ? เทพเป็นอย่างไร ? บุคคลประเภทนี้เมื่อตายไปจะได้ไปเป็นหมู่ของเทพเทวดาชั้นดุสิต (เป็นชั้นที่พวกใคร่ต่อการทนุบำรุงพระพุทธศาสนา พวกที่ปรารถนาพุทธภูมิทั้งหลายไปอยู่กัน)

 

ต่อไปอีกประเภทหนึ่งรักษาศีลทำคุณงามความดี  และก็ไม่ได้คิดว่าสมณะชีพราหมณ์ต่างๆ ทั้งหลายจะได้มีกิน เราควรจะให้จึงจะควร แต่มีความชอบใจในปฏิปทาของดาบสทั้งหลายในอดีตที่แจกจ่ายทรัพย์สมบัติแล้วออกบวช และมีความคิดว่าเราจะทำตามเยี่ยงอย่างของฤาษีดาบสในสมัยก่อนๆ ที่เมื่อท่านมีทรัพย์มีสมบัติ จะนำทรัพย์สมบัตินั้นออกจำแนกแจกจ่ายให้กับบุคคลที่มีความต้องการในทรัพย์นั้นๆ แล้วตนเองก็จะได้เป็นผู้ประพฤติปฏิบัติอยู่ในศีลในธรรมที่ใกล้ต่อการเป็นสมณะ เป็นนักบวชหรือเป็นฤาษีดาบสต่อไป เหมือนกับว่าจำปฏิปทาจำการกระทำของดาบสทั้งหลาย เมื่อได้คิดอย่างนั้นแล้วจึงได้ทำทาน แม้ไม่มีถึงขนาดจะแจกเจ็ดวันเจ็ดคืนแต่เมื่อเรามีเราก็จะแจก บุคคลที่คิดอย่างนี้เมื่อตายไปจะไปเกิดเป็นหมู่ของเทพเทวดาชั้นนิมมานรดี 
 


ต่อไปบุคคลบางประเภท รักษาศีลทำคุณงามความดี และก็ไม่ได้คิดว่าจะทำตามเยี่ยงอย่างของฤาษีดาบสทั้งหลายที่จะนำเอาทานออกจำแนกแจกจ่าย แต่มีความคิดว่าการที่ได้ทำทานแล้วนี้ทำให้มีจิตผ่องใส สบายใจเบิกบานใจ เกิดอิ่มเอิบปีติ เมื่อได้เห็นคนที่รับทานของเราไปได้ใช้ได้ประโยชน์จากทานของเรา ถ้าคิดเช่นนั้นจึงทำทาน ไม่ได้คิดว่าจะเป็นผลเมื่อตายไปเราจะได้รับเช่นนี้ ไม่ได้คิดว่าเป็นสิ่งที่ดีควรทำ หรือเป็นสิ่งที่พ่อแม่ในตระกูลสั่งไว้ พ่อแม่ก็ไม่ได้สั่ง พ่อแม่ปู่ย่าตายายก็ไม่ได้ทำไม่ได้เห็นแก่สมณะหรือว่ากลัวสมณะชีพราหมณ์จะไม่มีอะไรกิน แต่ถ้าเมื่อมีโอกาสได้ให้มันปลื้มปีติดีใจ จะไปเกิดเป็นหมู่เทพเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดีเทวา เทวดาชั้นที่ ๖

 

อานิสงส์แห่งทาน   ไม่รู้เหมือนกันว่าในศาลาที่เรามานั่งทำทานกันนี้ใครบ้างคิดอย่างไร ?   แต่จำแนกแจกจ่ายกันไปก็คงจะอยู่ในเกณฑ์นี้   ถ้าทำอยู่เรื่อยๆ ผลก็จะไปเป็นแบบดังที่กล่าวมา  อาสงส์แห่งทานกับศีลจะทำให้เกิดเป็นมนุษย์หรือเทวดา ๒ ภพภูมิินี้  จะยังไม่ถึงนิพพานไม่ถึงพรหม  ถ้าถึงชั้นพรหมต้องฝึกนั่งทำจิตให้ทรงฌานมีความสงบเป็นสมาธิอยู่บ่อยๆ   หรือทำจิตให้ว่างไม่ได้ติดอกติดใจในความสงบในความนิ่งของสมาธิ  ตายไปจะได้รับความว่างเปล่าจากการที่จะไปเกาะเกี่ยวอยู่ในภพใดภูมิใด ซึ่งท่านเรียกว่านิพพาน การสร้างบุญบารมีทั้งหลายมีเหตุผลรับกันไปเป็นขั้นเป็นตอนเป็นลำดับ เพียงแต่ว่าเจ้าของที่ทำนั้นอาจจะยังไม่เข้าใจลึกซึ้งละเอียดลออ แต่ก็ได้ทำไปๆๆ ต่อไปเมื่อเข้าใจแล้ว ไม่ใช่เพียงว่าเพราะคนชวนมาเพราะมาง่ายดี เพราะว่างอยู่พอดีไม่รู้จะทำอะไร ถ้าไม่ได้คิดแบบนั้นประเภทนั้นแต่มีความมุ่งมั่นมุ่งหมายดังที่กล่าวไปแล้วนั้น ผลก็จะมั่นคงขึ้นมีจุดหมายปลายทางยิ่งขึ้น อย่างน้อยไม่ต้องทันตาย เช่น คนที่ให้ทานแบบประเภทที่ ๑ คิดว่าเมื่อเราทำทานในชาตินี้เราก็จะได้กินดีอยู่ดีในชาติต่อไป ถ้าปรากฏเร็วขึ้นมาในชาตินี้ผลแห่งการที่ได้ทำทานถือศีลจะทำให้เป็นบ่อเกิดแห่งโภคสมบัติในปัจจุบันชาติ ทำให้เรามีกินมีใช้อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งก็แล้วแต่ใครมุ่งหมายหรือมีความปรารถนาอธิฐานจะให้จิตของตนนั้นเป็นเช่นใด ? 

 

แต่อย่างไรก็ตาม ท่านให้ปรารถนาจุดสูงสุดของการทำบุญทำความดีทั้งหลาย คือ ให้ปรารถนาขออย่าได้มาเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในจักรวาลทั้งหลายเหล่านี้อีกเลย เมื่อไม่เวียนว่ายตายเกิดแล้วจะไปอยู่ตรงไหน ? จะไปเคว้งคว้าง ? อย่าคิดว่าเคว้งคว้าง ถ้าไม่ได้อยู่ในสถานที่ี่ๆ เป็นวงเวียนวงกรรมแล้วจะไปอยู่ในสถานที่ๆ มีความสุขอันเลิศเลอที่สุด มีฐานะมั่นคงถาวรไม่ต้องเคลื่อนเขยื้อนไปที่ไหนอีก ถ้าจะเปรียบเทียบ หากเป็นวิมาน วิมานนั้นไม่มีการหมอง มีร่างมีกาย กายนั้นไม่มีการเศร้าไม่มีการโศกไม่มีโรคเบียดเบียน ไม่มีกาลเก่าใหม่เป็นอมตะ ถ้าไม่ปรารถนาเวียนว่ายตายเกิดอีก ไม่ขอเป็นราชินีไม่ขอเป็นเศรษฐี ไม่ขอเป็นแม่ทัพนายกองจะได้มียศใหญ่ ไม่ได้หวังจะเกิดมากินเปรี้ยวหวานมันเค็มติดใจในลำใยในมะขามอีก ถ้าไม่ได้ขออย่างนี้ถ้าไม่ได้ปรารถนาตรงนี้ จะได้ไปเกิดในดินแดนนิพพานที่เป็นสุขถาวรให้เกาะตรงนั้นปรารถนาตรงนั้น เป็นที่สุด...”