วิมุตติสุข = สุขอันเกิดจากความพ้นกิเลส เลิศกว่าสุขทั้งปวง

เรื่อง งานสร้างบุญ งานสำคัญที่สุด...ของจิตของวิญญาณ (ต่อ)




กล่าวถึงชาวบ้านผู้มุ่งมั่นในบุญ เหตุเกิดในสมัยพุทธกาล ๒,๕๐๐ กว่าปีสมัยที่พระศาสดาพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ ที่หมู่บ้านเวฬุกัณฑกะ  (หมู่บ้านที่รอบล้อมไปด้วยกำแพงไม้ไผ่  กัณฑกะคือกำแพง เวฬุคือไม้ไผ่่) กาลครั้งหนึ่ง พระสารีบุตรกับพระโมคคัลลานะอัครสาวกพร้อมด้วยบริวารจาริกไปยังหมู่บ้านเวฬุกัณฑกะแห่งนี้ เมื่อถึงกำแพงเขตหมู่บ้าน มีผู้หญิงหรือมาตุคามผู้หนึ่งอาศัยอยู่ในกำแพงเมือง เรียกเธอว่านันทมาตาหรือนันทมารดา (แม่ของเด็กที่ชื่อนันทะ คำว่ามาตาภาษาบาลีแปลว่าแม่หรือมารดาในภาษาไทย) เช้าขึ้นมานางสวดมนต์ด้วยทำนองสรภัญญะ ซึ่งก็คือการสวดมนต์ที่มีทำนองเสียงสูงเสียงต่ำพอดีๆ ไม่สวดยานเหมือนอย่างที่เราสวดกัน ส่วนการสวดเสียงขับเสียงกล่อมที่จะทำให้เคลิบเคลิ้มนั้นผิด โทษของการสวดเสียงยานมีอยู่ ก่อนที่จะมาสวดกันอย่างทุกวันนี้ที่ให้สวดกันอยู่นี่ เราตรวจสอบแม้กระทั่งทำนองตามธรรมวินัยตามพระไตรปิฎกแล้ว  เพราะกลัวจะเป็นโมหะ “ไหน ? พากันประพฤติปฏิบัติเป็นสำนักปฏิบัติ ทำถูกต้องตามธรรมวินัยตามพุทธบัญญัติไหม ?” จะปฏิบัติเพื่อให้ออกจากรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส จะมาขับด้วยเสียงยาวอย่างนั้นไม่ได้ โทษของการขับเสียงยาวมีอยู่ อะไรที่ไม่ตรงเราตัดทิ้งหมด 

 

ทำนองสรภัญญะเป็นของเก่าใช้ได้ไม่ผิด นิกายธรรมยุตไม่มีสรภัญญะเขาจะสวดเหมือนอ่านเฉยๆ อย่างนั้นก็ไม่ผิด และจะถือว่าการสวดสรภัญญะซึ่งเป็นการขับกล่อมเสียงยาวผิดก็ไม่ใช่เพราะมีอนุญาตอยู่ พระพุทธเจ้าท่านเคยสรรเสริญสามเณรที่สวดสรภัญญะได้ไพเราะซึ่งก็คือพระลกุณฏก (พระแต่ท่านเป็นคนร่างเล็กคล้ายๆ เณร) พระลกุณฏกท่านขับกล่อมด้วยทำนองสรภัญญะเสียงไพเราะ พระพุทธเจ้าสรรเสริญ “เธอทรงจำบทธรรมได้ดีเข้าใจใส่ทำนอง” ซึ่งทำนองนั้นก็คือทำนองสรภัญญะ แต่อย่าเอาไปใส่ดนตรีนะบาป ตรวจด้วย จะเอาตรงใช่ไหม ? เอาประพฤติถูกใช่ไหม ? ต้องแม่นมาตราหน่อย 

 

นางนันทมาตาตื่นเช้าเธอจะสวดบทปรายาณะ บทมงคลที่จะทำให้เกิดความสงบขึ้นในจิตทำให้กิเลสสิ้นไป เป็นบทที่กล่าวถึงการนำไปสู่นิพพานเหมือนกับการสวดพระปริตร นางสวดอย่างที่เราสวดมนต์เช้าเย็นด้วยทำนองไพเราะเพราะพริ้งจดจ่ออยู่ ไม่ใช่สวดกระโดกกระเดก สวดไปหาวไปสวดไปสัปหงกไป “อย่า...จะได้รู้ว่าอย่าเพราะอะไร” ก็ตอนที่นางสวดอยู่ปรากฏว่าท้าวเวสสุวรรณเทวดาชั้นจาตุมฯ ผู้เป็นหัวหน้ายักษ์หนึ่งในจตุโลกบาลทั้ง ๔ จะไปกิจบางอย่างผ่านที่เมืองเวฬุกัณฑกะนี้ แล้วได้ยิน (จับคลื่น) เสียงสวดของนาง 

 

ได้ยินเสียงสวดของนาง ? อย่างนั้นแสดงว่าการสวดออกเสียงกับไม่ออกเสียงต่างกัน ?  ต่าง   ถ้าเอาจากพระไตรปิฎกบทนี้มาแยกแยะพิจารณาแล้วแสดงว่า   การสวดออกเสียงมีผล ? สวดทำนองสรภัญญะได้ผล ? ได้ผล เพราะท้าวเวสสุวรรณหยุดฟัง สมมติว่าสวดอยู่ “พาหุง สะหัสสะมะภินิม มิตะสาวุธันตัง ครีเมขะลัง” ทำนองอย่างนี้ให้เป็นโล้เป็นพายให้ได้จังหวะจะโคน อย่าไปเล่นอย่าเขย่าลูกคอ เอาตามจังหวะของท่านด้วยความเต็มใจ   แล้วยิ่งถ้าสวดวันพระเทวดาฟังเราอยู่   จิตจะรู้สึกเหมือนมีเพื่อนมาร่วมสวดด้วย หลายคนสวดๆ ไปได้ยินเสียงสวดที่อยู่ในอากาศลอยมา เป็นได้ เทวดาสวดมนต์เก่ง

 

ท้าวเวสสุวรรณหยุดฟังจนนางสวดจบ พอสวดจบทำอย่างไรจะให้นางได้รู้ว่าเรานั้นสรรเสริญฟังอยู่ จึงเนรมิตกายหยาบลงไปต่อหน้านาง “นันทมาตา บทปรายาณะของเธอด้วยทำนองสรภัญญะไพเราะยิ่งนัก นางเห็นผ่องใสอยู่ก็เลยถาม ท่านมีกายอันผ่องใสท่านคือใคร ?  เราคือท้าวมหาราชเวสสุวรรณเคยเป็นพี่ชายในอดีตชาติของเธอ ถ้าเช่นนั้นบุญกุศลจากการที่ดิฉันได้สวดปรายาณะผลบุญนั้นจงเกิดแก่ท่านด้วย ดีแล้วนันทมาตา แต่ถ้าเธอจะให้เราได้บุญได้กุศลที่ยิ่งขึ้น พรุ่งนี้เช้าพระอัครสาวกสารีบุตรกับโมคคัลลานะพร้อมด้วยภิกษุจะมาที่เมืองเวฬุกัณฑะกะของเธอ  ถ้าเธอได้ถวายภัตรได้อังคาดภัตตาหารแด่พระคุณเจ้าเหล่านี้และอุทิศทักษิณาทานให้แก่เราด้วยจะดียิ่งขึ้น”

 

พอวันรุ่งขึ้นเรียกคนมาเตรียมภัตตาหารต่างๆ ทั้งหลาย บรรดาบริวารก็ถามว่า “เตรียมทำไมหรือ ? เดี๋ยวจะมีพระคุณเจ้ามา ไม่มี้ไม่มี เดี๋ยวจะมีมา” ผลที่สุดเตรียมไว้เรียบร้อย ให้บริวารไปคอยดูที่ประตูเมืองด้านทิศที่ท้าวเวสสุวรรณบอก พระสารีบุตรพระโมคคัลลานะพร้อมด้วยบริวารมาจริงๆ ภัตตาหารเตรียมไว้พอดิบพอดีเพียงพอกัน พอฉันเสร็จให้พร พระคุณเจ้าเองก็สงสัย 

 

พระสารีบุตร นันทมาตาเธอทราบได้อย่างไรว่าภิกษุหมู่ใหญ่นี้จะมาถึงเมืองเวฬุกัณฑกะในเช้านี้ เพราะโดยปกติประเพณีเธอไม่ได้เตรียมภัตรเช่นนี้มิใช่หรือ ? เจ้าค่ะ  แล้วเหตุใดฤาเธอจึงเตรียม ?  นางจึงเล่าทั้งหมดให้พระสารีบุตรพระโมคคัลลนะ และภิกษุทั้งหลายได้ฟัง  .... เมื่อเช้ามืดนี้เจ้าค่ะ ดิฉันได้สวดปรายาณะสูตรอยู่ท้าวเวสสุวรรณได้ผ่านมาเพื่อกิจบางอย่าง ได้ยินเสียงสวดของดิฉันจึงลงมาสรรเสริญ ดิฉันได้อนุโมทนาส่วนสวดสรภัญญะนั้นให้ด้วย ท้าวมหาราชเวสสุวรรณจึงได้บอกว่าพระคุณเจ้าจะมาถึงกันในเช้านี้ ดังนั้นการถวายภัตรทักษิณาของดิฉันในครั้งนี้ขออุทิศให้กับท้าวเวสสุวรรณมหาราชนั้นด้วยนะเจ้าคะ ขอบุญเธอจงสำเร็จเถอะนันทมาตา อัศจรรย์จริงหนอ ?  ท้าวมหาราชเป็นเทพเทวดาได้มาปรากฏกับเธอ ได้พูดคุยกับเธออยู่ต่อหน้าถึงเพียงนี้ อัศจรรย์จริงหนอ ? พระสารีบุตรท่านว่าอย่างนั้น นางก็เลยบอกแม้ความอัศจรรย์ที่ปรากฏแก่ดิฉันยังไม่ได้มีแค่เพียงเท่านี้นะเจ้าคะ แม้ความอัศจรรย์อื่นๆ ก็ยังมีอีก ขอโอกาสเจ้าค่ะ เป็นดังฤา”

 

ดิฉันมีบุตรชื่อว่านันทะ ดิฉันเลี้ยงดูจนเติบโตขึ้นมาเป็นหนุ่ม มีความรักในบุตรนั้นมากเพราะเป็นบุตรคนเดียว แต่บุตรของดิฉันได้ถูกราชบุรุษ (พระราชา) จับไปลงโทษด้วยความผิดอันคลาดเคลื่อน นับแต่บุตรดิฉันถูกจับก็ดี ราชบุรุษลงโทษอยู่ก็ดี บุตรของดิฉันใกล้จะตายก็ดี และเมื่อเห็นว่าบุตรตายแล้วก็ดี จิตของดิฉันไม่เคยหวั่นไหวต่อกรรมที่เกิดขึ้นแก่บุตรนั้นเลยเจ้าค่ะ โอ้…นั่นก็ชื่อว่าอัศจรรย์นันทมาตาเธอไม่หวั่นไหวในโลกธรรมถึงเพียงนั้น พระสารีบุตรสรรเสริญ” 

 

“นางก็กล่าวต่ออีก ยังนะเจ้าคะ ความอัศจรรย์นี้ไม่ใช่มีแต่เพียงเท่านั้น แม้ความอัศจรรย์อื่นก็ยังมีอยู่อีก อัศจรรย์อย่างอื่นเป็นอย่างไรหรือนันทมาตา ขอโอกาสเจ้าค่ะ ในครั้งที่สามีดิฉันตายได้ไปเกิดเป็นยักษ์ ได้มาในสภาพของยักษ์ให้เห็น เมื่อได้เห็นในอัตภาพของความเป็นยักษ์ ดิฉันไม่มีความหวั่นไหวเลยว่ากำลังอยู่ต่อหน้าสามี ไม่มีความอ้อนวอนใดๆ ที่จะเกิดขึ้นในจิตในใจว่าควรจะขอร้องใดๆ ก็ไม่มีการขอได้เพียงแต่รู้ว่าเธอไปอยู่ในอัตภาพนั้นหรืออนุโมทนาด้วย จิตของดิฉันไม่เคยหวั่นไหวเลยเจ้าค่ะ โอ้…นันทมาตาจิตของเธอนี่ไม่กระเพื่อมไม่ไหวหวั่นถึงคนที่รักที่พลัดพรากไป แม้กระทั่งมาบอกอย่างนั้นแทนที่จะดีใจก็ไม่มีกลับเฉยๆ จิตของเธอไม่กระเพื่อมหนอ นั่นก็อัศจรรย์สำหรับชาวบ้านแล้ว ท่านก็สรรเสริญอีก นางก็กล่าวอีกยังนะเจ้าคะ ความอัศจรรย์ของดิฉันยังมีอีกไม่ใช่แต่เพียงเท่านั้น ขอโอกาสเจ้าค่ะ...” 

 

แม้ในโอกาสอื่นๆ ที่นางได้ปรารภออกไปก็ล้วนเป็นเรื่องทำนองเดียวกันว่านางได้เห็นความอัศจรรย์ต่างๆ ทั้งหลายที่เกิดขึ้น แต่นางไม่ได้มีความหวั่นไหวในสิ่งต่างๆ ทั้งหลายเหล่านั้นเลย นี่คือความที่ฝึกจิตให้เป็นสมาธิเอาไว้นิ่งเอาไว้สงบนั่นเอง แม้กระทั่งความตายทั้งหลายปรากฏ จะเป็นความตายโดยต่อหน้าก็ดี ได้ทราบก็ดี  ได้เห็นภพเห็นภูมิต่างๆ ทั้งหลายก็ดี นางเชื่อว่ามีอยู่จริงเป็นอยู่จริงนางก็เฉยอยู่ ก้มหน้าก้มตาที่จะสร้างบุญกุศลคุณงามความดีต่อไปเรื่อยๆ แม้กระทั่งในสุดท้ายความอัศจรรย์ของนางที่ได้ปรากฏก็คือ ได้ทราบว่าตัวเองนั้นได้ละสังโยชน์ ๕ ได้มีคุณสมบัติเป็นถึงพระอนาคามี 

 

ละสังโยชน์ ๕ ได้แก่ ละสักกายทิฏฐิ  วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามราคะ และพยาบาท ๕ สิ่งนี้นางละได้ไม่ติดอกติดใจ สังขารร่างกายนางก็ไม่ติด รู้ว่าคนต้องเกิดแก่เจ็บตายเป็นของธรรมดา ตายเด็กตายหนุ่มได้ทุกเมื่อ อย่างนี้เรียกว่า สักกายทิฏฐิ ความเห็นในร่างกายของนางเห็นถูกต้อง ไม่หวงแหนในชีวิตพร้อมตาย 

 

วิจิกิจฉา ไม่ลังเลสงสัยในคำสอนของพระพุทธเจ้า บาปมีบุญมี-เชื่อ สวรรค์มีนรกมี-เชื่อ ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว-เชื่อ พระธรรมคำสอนสอนว่าอย่างไรพร้อมทำตามให้ละสิ่งใด-ละ ไม่เคยดื้อดึง ให้เลิก-สิ่งนี้ไม่ถูกพร้อมจะวาง อย่างนี้เรียกว่า ไม่มีวิจิกิจฉา ไม่ลังเลสงสัยในพระรัตนตรัย 

 

สีลัพพตปรามาส เป็นผู้ที่มีเจตนารักษาศีล คือไม่มีเจตนาจาบจ้วงล่วงเกินในศีลทั้งหลาย โดยเฉพาะศีล ๕ ของนางเพียบพร้อมอยู่ เจตนาจะพูดเท็จ-ไม่มี เจตนาจะพูดเพ้อเจ้อ-ไม่มี เจตนาจะใช้คำหยาบคายส่อเสียดนินทา-ไม่มี เจตนาใส่ร้ายป้ายสีให้คนอื่น-ไม่มี ศีลทั้ง ๕ ข้อทั้ง ๕ ประการนางไม่เคยที่จะล่วงเกินด้วยเจตนา ถ้าพลาดพลั้งโดยไม่เจตนาอาจจะมีบ้าง แต่ก็ถือว่าได้ในข้อของสีลัพพตปรามาส  

 

กามราคะ จิตใจไม่ได้หมกมุ่นอยู่ในรูปสวยๆ งามๆ ไม่ได้หลงรูปรสกลิ่นเสียง ไม่หลงเสียงนางเสียงนายทั้งหลาย ไม่เคลิบเคลิ้มคลั่งไคล้ด้วยกามคุณเหล่านี้ สัมผัสอยู่คนเดียวสบายใจไม่ต้องเอาหนังไปถูเนื้ออะไรที่ไหน ไม่ต้องไปจับนู่นจับนี่อะไรกับใคร อย่างดีก็ลูบแขนลูบขาลูบหน้ารูปตาอาบน้ำให้ตัวเอง ผัสสะอยู่กับตัวเอง ของนิ่มของนุ่มไม่ติดใจแล้ว ที่นอนฟูกสูงใหญ่มีอะไรปูรองที่จะไม่ให้เจ็บกระดูกใช้ได้แล้ว ไม่ติดในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสทั้งหลาย เรียกว่าไม่ติดในกามคุณ ๕

 

ไม่มีอาฆาตพยาบาทจองเวร ไม่ได้คิดเป็นศัตรูกับใครแล้ว ไม่อิจฉาริษยาใครแล้ว เห็นคนทำดีสรรเสริญเห็นคนทำชั่วตำหนิ ตำหนิติเตียนเพราะชั่ว  เกลียดไหมที่ทำชั่วอย่างนั้น ? รังเกียจแต่ไม่ได้เกลียดโกรธอาฆาตผูกพยาบาทจองเวร 

 

ถ้าใครมี ๕ ประการนี้ในจิตในใจ นิสัยเป็นเช่นนี้เรียกว่าอนาคามีบุคคลเป็นอริยบุคคลชั้นที่  ๓ รองจากอรหันต์ ซึ่งนันทมาตาได้ชั้นนี้ และตอนนี้นางเป็นพรหมอยู่ชั้นสุทธาวาส จากผู้หญิงไปเป็นพรหมและที่พรหมก็ไม่ได้ไปเป็นผู้หญิงเพราะที่พรหมไม่มีการแยกหญิงชายจะเหมือนกันหมด (ถ้ามีการแยกจะแยกตรงเทพ)  อัตภาพที่เธอได้ไปเป็นพรหมกลับสร้างมาในอัตภาพตอนเป็นมาตุคาม เป็นสตรีเป็นผู้หญิง “หาได้ว่าถ้าฉันเกิดเป็นผู้ชาย ฉันจะปฏิบัติธรรมถือศีลบวชพระเข้าป่าเข้าดงซึ่งอย่างนี้ผู้หญิงทำไม่ได้” เข้าใจผิดแล้วทำดีทำได้ทั้งนั้น เห็นไหมนันทมาตาทำดีโดยใช้เพศของผู้หญิง ลูกตายจากผัวตายจากประพฤติธรรมสวดมนต์อยู่กับบ้าน ทำสมาธิทำจิตให้นิ่งให้สงบเอาหลักธรรมไปปฏิบัติ นางก็ยังได้ตั้งอนาคามีรองเพียงแค่อรหันต์ เท่านี้ก็ได้ไปเสวยสุขเกิดเป็นพรหมที่ชั้นสุทธาวาส หากพ้นจากพรหมเธอจะเข้านิพพานไม่ลงมาเกิดเป็นคนอีก (จบจิตในชั้นพรหมโลก)
 


ฉะนั้นจึงควรเลิกน้อยเนื้อต่ำใจ หมดข้ออ้างเรื่องเป็นผู้หญิงแล้วทำดีไม่ได้สร้างบุญไม่ได้บวชไม่ได้   ไม่จริง บวชอยู่ในสำนักฯ เรามีเป็น ๑๐๐ แล้ว จำนวน ๕๐๐ น่าจะเลยไปแล้ว เวียนเข้าเวียนออกอีกส่วนหนึ่ง ที่ยังคงค้างอยู่แน่นหนาถาวรก็อีกส่วนหนึ่ง ล้วนแต่ผู้สร้างบารมีเนกขัมมะ เคยเอาจริงเอาจังกันมาแต่อดีตชาติทั้งนั้น มาชาตินี้จึงได้ทำ แต่จะได้ทำมากหรือได้ทำน้อย นานหรือไม่นานขึ้นอยู่กับเจ้าของว่าจะมีวาสนาบุญได้กี่วันกี่เดือนกี่ปีหรือตลอดชาติ และที่ทำอยู่นั้นไม่ผิด “มางมงายบวชเป็นชีอยู่ได้ ปล่อยให้คนอื่นเขาเสวยสุขเยาะเย้ยโครมๆๆ เขามีลูกกันไปแล้วเขาได้เลี้ยงหลานกันไปแล้ว... ช่างเถอะเลี้ยงแทนฉันด้วยเผื่อด้วยแล้วกัน เดี๋ยวก็ร้อยปีแล้วขี้เกียจออกไปเช็ดขี้เช็ดเยี่ยวใครแล้ว” ที่อยู่แน่นอยู่นานจะคิดแบบนั้นและที่คิดอย่างนั้นไม่ผิด ถูกแล้ว บำเพ็ญเพียรภาวนาสมาธิให้ยิ่งขึ้นอย่างน้อยชั้นพรหม ลงทุนมาบวชทำสมาธิประพฤติถึงขั้นสมาธิวิธี ไม่เอาแล้วเทวดาถ้าจะไปหลุดไปล่วงต้องล่วงอยู่ชั้นพรหมโลก 

 

ชั้นฌานสมาธิ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา  อย่างนี้ทำให้ได้เป็นพรหม เลยจากชั้นทานจากชั้นถือศีลขึ้นไปเป็นชั้นศรัทธา  สัทธินทรีย์ ศรัทธาแนบแน่นไม่มีทางคลอนแคลนเปลี่ยนแปลงที่จะไปนับถือลัทธิอื่นๆ ไม่มีทางที่จะไปกราบไหว้อื่นๆ ศรัทธาแนบแน่นเหตุให้ไปเกิดเป็นพรหม 

 

วิริยินทรีย์ ความเพียรสม่ำเสมอแนบแน่น มีความกล้าหาญในความเพียรพยายาม (อินทรีย์แปลว่าแข็งแกร่งกล้าหาญ) หน้านี้เป็นหน้าหนาวเที่ยงคืนตีหนึ่งตื่นขึ้นมาเดินจงกรม มีพระคุณเจ้าเพิ่งลาสิกขาไปวันนี้ ก่อนจะลาสิกขาท่านเพียรไปเพียรมาน้ำตานองหน้าจะต้องลาสิกขาแล้ว มากล่าวคำลาสิกขาสะอึกสะอื้น จิตตัวในยังไม่อยากลาแต่วิบากกรรมบางอย่างต้องไป เดี๋ยวอีกไม่นานพวกนี้ต้องกลับมาหาเราเพราะเชื้อเดิมมีอยู่ แต่วิบากทางโลกบางทีก็แรงเหมือนกัน แค่อีกไม่กี่ชั่วโมงของเทวโลก ในส่วนของมนุษย์นั้นอาจจะเป็นปีก็ช่างมัน “ไฟแดงๆ สะท้อนหน้าต่างใครยังไม่นอนตี ๑ ส่องนาฬิกาดู อ่อ...พระ อย่าไปดูถูกนะว่าบวชใหม่ๆ จะไปรู้บุญรู้กุศลอะไร ? ดีนักแล พวกบวชเก่าๆ เสียอีกชักจะเอ้อระเหยเหมือนกับบรรลุเรียบร้อยไปแล้ว ไม่ต้องแล้วว่าอย่างนั้น ไม่ได้ๆ เราแก่ๆ ยังลุกมาเดิน เย็นดี รื้อฟื้นแล้วแต่โอกาส” 

 

วิริยินทรีย์ ความกล้าหาญในการเพียร อันว่าการทำความเพียรนั้นจะติดเป็นนิสัยเอง ถ้าใครเคยได้จริงๆ จะไม่หายไปไหนไม่มีการกลับไปขี้เกียจ ถ้าเป็นของแท้จะไม่มีการทำเป็นว่าบวชมานานไม่ต้องเพียรแล้วบรรลุไปแล้ว อย่ามาโกหกกันหลอกกันไม่ได้ ถ้าเธอเพียรติดที่ติดฝุ่นจริงๆ เธอไม่มีทางทิ้ง เพราะเพียรแล้วเพลิน ยิ่งเจริญด้วยสติด้วยปัญญาทั้งหลายยิ่งท้าทาย อยากจะรู้ยิ่งขึ้นที่ละเอียดขึ้น ยิ่งเพียรยิ่งรู้ลึกขึ้น อย่างน้อยตายไปถ้าไม่เข้านิพพานก็จะอยู่ที่ชั้นพรหมด้วยมีความเพียรเป็นตัวนำไป 

 

สตินทรีย์ ความกล้าแข็งอาจหาญจากการที่มีสติรอบรู้รอบด้าน ไม่พลั้งเผลอ สติใช้ได้อาจหาญ เหล่านี้เป็นเหตุให้ไปเกิดเป็นพรหม

 

สมาธินทรีย์ อินทรีย์แก่กล้าเพราะสมาธิ ชอบเข้าฌานชอบสงบชอบนั่งสมาธิ ชอบอยู่คนเดียวชอบอยู่วิเวก แม้กระทั่งจะกวาดจะถูจะทำข้อวัตรก็ไม่ชอบจะทำกับคนอื่น “มันไม่ชอบเอง ไปกวาดใกล้ๆ คนนั้นดีกว่าจะได้คุยกันไปด้วย อย่างนี้ขี้เท่อ” ถ้าได้สมาธิไปแล้วแม้ทำข้อวัตรก็ไม่อยากจะทำกับใคร อยากจะทำคนเดียวสงบอยู่กับไม้กวาดอยู่กับสายยาง เพลินฉีดน้ำไปเรื่อยวางสายยางตรงนี้ไปจับสายยางตรงนั้น เดี๋ยวจะโดนต้นไม้ตรงนี้ถ้าจะรดตรงนั้นต้องอ้อมมาตรงนี้ สติปัญญาคิดอยู่ในนั้นครบ สมาธิก็ได้ สติก็ได้ ปัญญาก็ได้ แต่ถ้าจะให้ถึงขั้นฌานต้องไปนั่งเฉยๆ จะมาทำงานอยู่อย่างนี้เข้าฌานไม่ได้ไม่ถึงฌาน ไปสงบไปนิ่งไม่ทุกข์ไม่สุข ฌาน ๔ จตุตถฌาน นั่งทุกข์อยู่ไหม ? ไม่ทุกข์แล้ว ไม่ได้ปวดได้เมื่อยอะไรเลย สุขใจอิ่มอกอิ่มใจ นึกถึงเรื่องอะไรอยู่ไหม ? ไม่ได้นึกถึงอะไรเลย เรียกว่าเลยขั้นทุกข์ขั้นสุขไปแล้ว 

 

ปัญญินทรีย์ ปัญญา ท่านนี่ปัญญาแหลมเข้าใจดักกิเลสเล่นเอากิเลสมึนหัว “หิวใช่ไหม ? อยากกินใช่ไหม ? กระดี๊กระด๊าใช่ไหม ? พิจารณาเลยเอาแต่ที่ชอบๆ พอมาถึงไม่ฉันเสียดื้อๆ ไม่รู้เป็นอย่างไรเช้านี้คิดอยากจะกินเป็นพิเศษตามใจมันเลย แกล้งหย่อนตามนั้นเลย นี่ก็ชอบพิจารณาตรงนี้ เลยของที่ชอบไปหันกลับไปเอาไหม ? กริยานี้ไม่เคยมีก็ตามใจ น่าเกลียดน่ะ ไม่เป็นไรก็อยากนี่ หันไปเอา พอมานั่งปัจจะเวกอย่ากินเลยทุเรศหลายอย่าง เททิ้งโครมเลย หงอยเลยกิเลส”   ปัญญาเราสามารถจะหักหาญกิเลสได้ด้วยวิธีนี้ “ตายนะ ไม่มีแรงจะตายนะ” พร้อมและเต็มใจ ที่ทำเช่นนี้คิดเรียบร้อยแล้วพิจารณาถี่ถ้วนแล้ว หลอกกระดี๊กระด๊ามันไปเลยตามมันกระดี๊กระด๊าเลย แต่ในจิตคิดไว้แล้วเดี๋ยวฉันจะหักแก คราวนี้เข็ดเลยไม่กล้ากระดี๊กระด๊า 

 

การเอาจริงเอาจังอย่างนี้ปัญญาใครปัญญามัน  ของใครของมัน  รู้ว่ากิเลสของตัวเองจะเผาผลาญไปได้ด้วยวิธีใดนั่นคือปัญญา แก่กล้าขนาดไหน ปัญญินทรีย์ตายไปอย่างน้อยพรหมโลก ถ้ามีปัญญาชั้นนี้ทำสมาธิถือศีลอยู่ไปเรื่อยๆ จะได้พรหมโลก 

 

ทั้งหมดที่ให้ประพฤติปฏิบัติ ไม่ใช่ดั้นเดาไม่ใช่หลับหูหลับตาพากันทำ มีเป้าหมายหมดทำตามไปเถอะ  แม้ท่านผู้ทำตามทั้งหลายอาจจะไม่ได้รู้ตำรับตำราอย่างผู้ที่แสดงเทศน์แสดงธรรมอยู่นี้ก็ตาม  ผลก็เกิดขึ้นได้เช่นกัน   ท่านไม่ต้องกลัวว่าตัวเราไม่แตกฉาน ไม่รู้ว่าทำไปถึงไหนขั้นไหน ? ดีแล้วที่ไม่รู้จะได้ไม่กังวัล  ขอให้ตั้งใจเต็มใจทำเท่านั้น เพียงพอ ผลเกิดเอง…”