วิมุตติสุข = สุขอันเกิดจากความพ้นกิเลส เลิศกว่าสุขทั้งปวง

เรื่อง งานสร้างบุญ งานสำคัญที่สุด...ของจิตของวิญญาณ




“วันนี้เป็นวันธรรมสวนะวันอุโบสถศีลหรือที่เรียกกันชินหูว่าวันพระ เป็นวันที่มีความยิ่งใหญ่ของภพภูมิจักรวาลมาก ความสำคัญของการมีจิตวิญญาณไม่มีสิ่งใดไม่เกินกว่าความสำคัญในการสร้างบุญ งานสร้างบุญเป็นงานสำคัญที่สุดของจิตของวิญญาณ เกิดมาสมหวังสมปรารถนาแต่ถ้าไม่ได้สร้างบุญสร้างกุศลก็ได้แต่เก็บกินบุญเก่า คนที่เกิดมาแล้วสุขสบายอยู่ในต่างประเทศต่างลัทธิต่างศาสนา มีทรัพย์มีสมบัติให้ใช้สุขสบาย เขาจะได้เสวยสุขในส่วนที่เคยทำมาแต่อดีต แต่พอถึงปัจจุบันชาติเมื่อไม่ได้ฟังธรรมก็ไม่ได้สร้างบุญให้ยิ่งขึ้น ไม่ได้ทำเพิ่มก็เท่ากับว่ากินบุญเก่าซึ่งมีอยู่เยอะ

 

การได้เกิดในถิ่นในสถานทีี่ ที่มีพุทธศาสนานับเป็นความสำคัญอย่างยิ่งเป็นบุญอย่างยิ่งสำหรับจิตดวงนั้นๆ ถ้ามีทั้งทรัพย์มีทั้งสมบัติได้เสวยบุญอยู่ในปัจจุบันและยังได้เกิดในประเทศไทยมีบุญกุศลให้สร้างยิ่งขึ้นอีก โอกาสที่จะพ้นจากวิบากกรรมที่ไม่ดีจะมีมาก บุญเก่ามีมาก็ไม่เสียหายได้ใช้มาอำนวยความสะดวกให้  อีกทั้งยังได้สร้างบุญสร้างกุศลใหม่ให้ยิ่งขึ้น 

 

อีกส่วนหนึ่งคนที่มีบุญเก่ามาน้อย แต่ด้วยว่าเกิดในดินแดนที่มีพุทธศาสนาได้สอนให้บอกถึงวิธีการสร้างบุญบารมีให้ยิ่งขึ้น ถึงแม้จะมีบุญเก่ามาน้อยแต่ในปัจจุบันชาติได้ทำบุญใหม่จนเห็นผลขึ้นเป็นทันตาก็มี ได้ห่างไกลจากความทุกข์ความโศกระทมตรมตรอม เรียกว่าเป็นบุญใหม่ที่เราสร้างขึ้นได้เห็นผลทันตา จากการที่เราหายโศกหายตรอมตรม หายอกสั่นขวัญแขวน หายหวั่นไหวในความกลัวตายกลัวทุกข์ทั้งหลาย นั่นก็ถือว่าเป็นบุญใหม่ อันว่าบุญเก่าทรัพย์สมบัติเก่าอาจจะติดมาไม่มากก็ตาม แต่ก็อาศัยมาเกิดในดินแดนที่สามารถสร้างให้ยิ่งขึ้นได้ มีพระธรรมคำสอนที่บอกถูกทางบอกตรงทาง ทำให้เราพอกพูนขึ้นได้โดยไม่ไปน้อยเนื้อต่ำใจในอดีตชาติ 

 

บุคคลที่เกิดมาในสภาพเข็ญใจไร้ทรัพย์ไร้ญาติ แต่เมื่อได้เจอพระพุทธเจ้าได้เจอพระธรรมคำสอน มีโอกาสได้ใกล้ชิดประพฤติปฏิบัติพ้นทุกข์เข้านิพพานถึงแดนนิพพานทั้งที่ไร้ญาติและไร้ทรัพย์ แต่ไม่ไร้สติปัญญาเป็นคนว่านอนสอนได้เชื่อพระพุทธเจ้าเชื่อพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า เอาไปประพฤติปฏิบัติตามใคร่ครวญดูแล้ว “ที่เราไร้ญาติเพราะในอดีตชาติเราไม่เอาใคร เราไปทำให้บริษัทของเขาแตกแยกกัน ทำให้คนเกลียดกันทำให้คนทะเลาะกัน เกิดมาชาตินี้เลยไร้ญาติ ญาติน้อย และที่ไร้ทรัพย์เพราะคนเขาจะทำบุญทำทาน เราไปป่าวประกาศหักห้ามไว้ไม่ต้องทำ ทำบุญสูญเปล่าไหว้เจ้าดีกว่า” เที่ยวไปประกาศด้วยสำนวนโวหารอย่างนี้เอาไว้ ถึงจะว่าไปเล่นๆ ก็ตามแต่ผลของกรรมเกิดเป็นจริงขึ้นมา ตัวเองก็เลยเกิดมาแร้นแค้นไม่ค่อยมีใครเอาทรัพย์มาให้ แม้ทำมาค้าขายก็ขายไม่ค่อยได้ ให้ทำมาหากินก็ไม่พอที่จะกิน เป็นเพราะไปตัดทานตัดลาภของคนอื่นไว้ ตัวเองเลยไม่ค่อยมีลาภ 

 

เมื่อได้ฟังธรรมพระพุทธเจ้าและรู้เช่นนั้นแล้ว เราจะไม่ทำกรรมชื่อนั้นอีกแล้ว ละเสีย หันมาทำกรรมที่ดีหันมาชื่นชมในบุญในกุศล มีมากที่สามารถนำตนเองให้พ้นทุกข์ในปัจจุบันชาติได้ อีกทั้งในสมัยพุทธกาลก็มีเยอะมาก จึงไม่ควรที่จะมามัวนั่งน้อยเนื้อต่ำใจแต่วาสนาในอดีตในปัจจุบัน คนที่มานั่งน้อยเนื้อต่ำใจก็อวัยวะทั้งหลายมีทำไมไม่สร้างให้มากขึ้น องค์ประกอบมีครบสติปัญญาไม่บ้าไม่ใบ้มาแต่กำเนิด สามารถสร้างบุญคุณงามความดีได้ทั้งกายทั้งวาจาทั้งใจ ไม่สร้างเองไม่ทำเอง คนที่รู้แล้วจึงไม่น้อยเนื้อต่ำใจ ก้มหน้าก้มตาทำตามโอกาสของเรา อย่างน้อยวันพระวันธรรมสวนะอันขึ้นชื่อว่าฉันก็ชาวพุทธ ไฉนเลยจะให้โอกาสผ่านไปโดยที่ไม่ได้สร้างบุญกุศล

 

ทำไปเพื่ออะไร ? ผลจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ? ใครจะมารู้ว่าเราทำหรือไม่ได้ทำ ? พระเคยคิดไม่ใช่ไม่คิด ทำทิ้งทำขว้างอ้างให้ทำเฉยๆ ทำแล้วเอาไปไหน ? ยอมรับว่าพระชอบคิดอะไรๆ ที่ประหลาดๆ “ทำดีทำชั่วใครจะมารู้กับเรา เราเองจะทำชั่วทำในที่มืดเราเองยังมองไม่เห็น ไปเหยียบสัตว์ทั้งหลายตายมันมืดมองไม่เห็นแล้วใครจะมารู้ว่าคนที่เหยียบชื่ออะไร ไปเหยียบในป่าในเขาไม่ได้มาเล่าให้ใครฟัง ไม่ได้บอกใครแล้วใครจะรู้ว่าเราไปฆ่าสัตว์กี่ตัวกี่ชีวิต” พระคิดหมดเลยโยม โยมคนไหนจะคิดเหมือนพระบ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้ ? แต่พระคิดหมด เหตุที่คิดเพราะเราอาจจะเลือกทำชั่วได้ในบางโอกาส เวรกรรมนั้นอาจจะไม่รู้เรื่อง ต่อหน้าตอนกลางวันทำแล้วบาปกลางคืนทำแล้วไม่บาป ถ้ารู้ช่องทำอาจจะมีช่องให้ทำบาปโดยไม่บาปก็ได้  แต่ผลที่สุดพอไปรู้ความจริง ต้องยอม 

 

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ท่านเรียกภิกษุทั้งหลายญาติโยมทั้งปวงที่มาถืออุโบสถศีล เธอทั้งหลาย วันนี้วันอุโบสถเป็นบุญลาภของพวกเธออย่างยิ่งที่ได้มาประชุมถือศีลสร้างบุญกุศล เธอรู้ไหม ? ในขณะที่พวกเธอทำกันอยู่นี้ อันหมู่เทพเทวดาทั้งหลายจดจ่อจดจ้องพวกเธออยู่ เปรียบเหมือนบุรุษผู้ตาดีจะมองเห็นผู้คนเดินเข้าเดินออกที่ประตูบ้านอยู่ทั้งกลางวันกลางคืน แม้กลางคืนจะเป็นความมืดด้วยความเป็นทิพย์ก็มองเห็นสว่างเหมือนกลางวัน ส่วนความสว่างในกลางวันยกไว้ไม่ต้องพูดถึงว่าจะไม่เห็นพวกเธอ 
 



เธอทั้งหลาย ในวัน ๘ ค่ำอุโบสถจะมีผู้ช่วยและบริวารบุตรของท้าวมหาราชทั้ง ๔ (ที่จัดว่าเป็นบุตรคือไม่ได้คลอดไม่ได้เป็นพ่อเป็นแม่เหมือนเมืองมนุษย์ แต่เป็นเทวดาที่อยู่ในอาณาบริเวณรั้วรอบขอบชิดของวิมาน เข้านอกออกในวิมานได้ ส่วนบริวารของบุตรคือที่อยู่นอกเขตวิมานเข้าในวิมานไม่ได้) ในวัน ๘ ค่ำบริวารของบุตรซึ่งก็คือเทวดารอบนอกของท้าวจตุโลกบาลทั้ง ๔ คือเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกาจะลงมาตรวจเมืองมนุษย์ดูว่ามนุษย์ได้ทำบุญมากหรือทำน้อย บุญที่ทำนั้นคืออะไร ? สงเคราะห์สมณะ พระภิกษุ สามเณร ชี พราหมณ์ ผู้ประพฤติศีล ใครเลี้ยงดูบิดาใครรักษามารดา ใครสงเคราะห์ญาติ ใครสร้างน้ำบ่อก่อศาลา ใครกวาดทางถางป่าให้คนเดิน 

 

“ถ้ารู้ว่าลงวันพระเราก็ทำกันใหญ่เลยสิ ?”  ลงวันพระ ๘ ค่ำวันเดียวก็จริง แต่บริวารบุตรของท้าวจตุโลกบาลทั้ง ๔ คือ ยักษ์ นาค คนธรรพ์ กุมภัณท์ หรือเทวดารอบนอก มีการตรวจภายในกันมาตั้งแต่ ๑ ค่ำที่เราทำกันอยู่ ๗ วันเขามาตรวจวันเดียววันที่ ๘ จะรู้เลยว่าแต่ละวันที่ผ่านมาใครทำบ้าง ?  อย่าไปเข้าใจว่าทำวัน ๘ ค่ำวันเดียวถึงจะได้บุญ เพราะ ๗ วันของเราจะเท่ากับไม่กี่นาทีของเขา เมื่อชั่วโมงที่แล้วใครทำอย่างนี้บ้าง ? ชั่วโมงที่แล้วคือเมื่อ ๓ วันก่อนของเรา เมื่อ ๓ ชั่วโมงที่แล้วก็คือเมื่อ ๗ วันที่แล้วของเรา 

 

มนุษย์คนใดไม่มีเวลามาวัดเลยทำอะไรอยู่ ?  สามีป่วยนั่นก็ได้นั่นก็ใช่สงเคราะห์ญาติอยู่ ดูแลบุคคลอันควรดูแลคือสามีหรือว่าสามีดูแลภรรยาก็ได้ เมียป่วยไปไหนไม่ได้เลยพักนี้ต้องคอยให้อาหารต้องคอยบดอาหารให้ ได้บุญเหมือนกันสงเคราะห์ญาติอยู่” พ่อแม่ตัวเองไม่ได้ทำให้ตายหนีไปหมด ไม่นึกเลยว่าจะมีภรรยาแล้วเราสามารถได้สงเคราะห์ ภรรยาป่วยอุ้มอาบน้ำอุ้มนั่งอุ้มเดินยอดสามีเลย เขาทิ้งพ่อทิ้งแม่มาดูแลเธอ พอถึงเวลาเขาเจ็บเขาป่วยเธอดูแลเขาเธอได้บุญ โดนจดชื่อใส่บัตรทองคำผู้นี้สงเคราะห์ภรรยาจัดเป็นสามี (สามีแปลว่าผู้ประพฤติสมควรแล้วภรรยาคือผู้ฝากฝีฝากไข้) 

 

วัน ๘ ค่ำเทวดาจดชื่อ จดเสร็จแล้วเอาไปไหน ?  ส่งต่อไปยังบุตรของท้าวจตุโลกบาลซึ่งก็คือส่งต่อไปยังเทวดาที่อยู่ภายในอาณาบริเวณวิมานของท้าวทตรส ของท้าววิรุณหก ของท้าวริรูปัก ของท้าวเวสสุวรรณ เพื่อนำไปเก็บไว้ “เก็บที่ไหน ?  อย่าไปรู้เลย ถ้าในภาษาของมนุษย์จะเรียกว่าเก็บไว้ในอากาศ มีที่เก็บช่องเก็บเป็นทิพย์อย่างดิบดี ซึ่งเขาเคยดึงมาให้เห็น” พอถึงวันโกน ๑๔ ค่ำ (ถ้าวันพระไหนมีแค่ ๑๔ ค่ำก็ลงวัน ๑๓ ค่ำ) บุตรของท้าวจตุโลกบาลทั้ง ๔ ลงมาตรวจดูเองว่าที่บริวารจดไปเป็นตามนั้นจริงไหม ?มีการตรวจสอบกันตกบกพร่องว่ามีไหม ? คนที่เขาทำแล้วไม่ได้จด” ฉะนั้นไม่ต้องกลัวว่าจะขาดตกบกพร่อง เทพเทวดาละเอียดกว่ามนุษย์เราอีก พลาดยาก 

 

ทำดีแล้วไม่มีใครเห็น ไหนว่าเทวดามี ฟ้าดินมีหูมีตา ไม่จริง ฉันทำดีไม่เห็นมีอะไรดีขึ้นเลยในชีวิต” อย่าเพิ่งตีโพยตีพายให้รู้ละเอียดถึงหลักเกณฑ์ความจริงเสียก่อน นี่คือความจริงที่จักรวาลทุกวันเป็นอยู่อย่างนี้ ถึงเราจะไม่รู้ไม่เคยได้ยินได้ฟังเทศน์อย่างนี้มาก่อนแต่เขาก็มีอยู่อย่างนี้ ดีเสียอีกพอรู้ว่ามีอย่างนี้จะได้ทำด้วยความมั่นใจ ใครจะว่าเราชั่วช่างมันเถอะ แต่เรารู้ว่าระบบของเทพเทวดารู้ความจริง“ฉันคนดีฉันได้ทำดีไม่เข้าตามนุษย์เรื่องของมัน แต่เข้าตาเทวดา” เราทำความดีโดยไม่เลือกเลยว่าจะต้องต่อหน้ามนุษย์ ทำลับหลังมนุษย์ตั้งหลายอย่างทำตลอดเลย มนุษย์ไม่เกี่ยวว่าจะต่อหน้าเธอหรือลับหลังเธอ ถึงทำต่อหน้าเธอก็เถอะยังให้หลักประกันไม่ได้เลยว่าเธอจะชมว่าฉันเป็นคนดี เพราะมนุษย์นี้คับแคบนักบิดเบือนเก่งเราทำดีเอาไปว่าชั่วก็ยังได้ มนุษย์นี้เป็นอย่างนั้นก็เลยไม่ค่อยจะอินังขังขอบเท่าไหร่นักกับการทำดีว่าใครจะเห็นไม่เห็นไม่สนใจ 

 

เราพูดตรงๆ มนุษย์อย่าน้อยใจ  เราไม่เคยหวังไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องทำดีต่อหน้าญาติโยมทั้งหลายเพื่อจะให้ญาติโยมชื่นชมว่าเราดี ไม่ต้องการเลยว่าอย่างนั้นเถอะ “เอาสักหน่อยน่า ไม่หน่อยเลย ไม่ต้องการเลย แถมจะห้ามด้วย” อย่าสรรเสริญเราต่อหน้าใคร ต่อหน้าเราที่เราอยู่ด้วยห้ามคุยถึงความดีของเรา ได้ยินพวกเราคุยกันบางทีหงุดหงิดในจิต ถึงแม้บางทีไม่ได้ปรามออกไปก็เถอะแต่จริงๆ แล้วหงุดหงิดตามธรรมตามวินัยจริงๆ ไม่อยากให้พูดต่อหน้าเรา เราจะกลายเป็นคนบ้ายอเห่อยอ ถ้าจะชื่นชมเราไปชื่นชมลับหลังเราอย่ามาว่าตอนที่เราอยู่ด้วยถึงจะถูก เพราะเราเองก็ไม่ได้จะทำดีต่อหน้าเพื่อหวังคำชื่นชมสรรเสริญเหล่านี้ เราหวังผลของความดีต่างหาก ใส่จิตใส่วิญญาณแล้วก็แล้วกัน อันภาคมนุษย์นั้นจะเข้าใจว่าอย่างไรช่างเขาเถอะ ช่างมันเถอะ เราเป็นเช่นนี้มาตลอด 

 

ในส่วนของเทวดา  ๑๔  ค่ำเขาจะลงมาจดมาตรวจสอบ จดผู้นี้ทำดีชื่ออะไร สงเคราะห์บิดามารดา ญาติ (ญาติในที่นี้คือ สามี ภรรยา ลูก พี่ น้อง น้องของพ่อ น้องของแม่ พี่ของพ่อ พี่ของแม่ เป็นญาติเป็นชั้นๆ ไป) อันควรจะสงเคราะห์ได้ด้วยวิธีใดเขาก็จะตรวจ พอตรวจเสร็จกลับไปวันรุ่งขึ้น ๑๕ ค่ำท้าวจตุโลกบาลทั้ง ๔ ลงมาดูเองทั้งหมดทั้งสิ้นเป็นอย่างไรบ้าง ? มนุษย์ใครทำคุณงามความดีที่จดมาถูกต้องไหม ? เมื่อตรวจดูเสร็จเรียบร้อยเข้าที่ประชุมร่วมกันกับเทวดาชั้นดาวดึงส์ในวัน ๑๕ ค่ำ (หากเดือนไหนไม่มี ๑๕ ค่ำก็คือ ๑๔ ค่ำ) ที่ศาลาชื่อสุธรรมมา เพื่อเสนอชื่อต่อท้าวสักกะและเทวดาชั้นดาวดึงส์ที่มาร่วมประชุม ในบรรดาของเทพเทวดาชั้นดาวดึงส์ต่างมาด้วยใจจดใจจ่ออยากรู้มากว่า ๑๕ วันที่ผ่านมามนุษย์ทำบุญกันเป็นจำนวนมากหรือทำกันจำนวนน้อย ข่าวนี้เป็นที่ปรารถนามากของเทพชั้นดาวดึงส์ ถ้าได้รู้ว่าจำนวนของมนุษย์ที่ทำบุญมีมาก จะดีใจเล่นมหรสพโยนดอกไม้ “พวกเราทั้งหลายหมู่เทพจะรื่นเริง ฝ่ายอสูรจะเสื่อมคลาย คนจะไปลงอบายน้อยลง” เขาดีใจที่จะมีพวกไปเกิดไปอุบัติขึ้นในภพภูมิของเขามากขึ้่น ดีใจกับมนุษย์ที่จะไปเป็นหมู่เป็นพวกในวันข้างหน้า แต่ทว่ามีการประกาศชื่อน้อยเหลือเกิน “มนุษย์ทำกุศลน้อย อบายจะรุ่งเรือง หมู่เทพของเราจะเสื่อมถอย” การประชุมที่นั่นจะเหงาหงอยเทวดาจะไม่เล่นกีฬา (คือการโยนดอกไม้โปรยปรายดอกไม้ใส่กัน)

 

พอรู้ความจริงของจักรวาลว่าเป็นอย่างนี้ี้จิตของเรามันเข้าไปแนบแน่น เลยไม่ค่อยสนใจดีชั่วบนเมืองมนุษย์เท่าไหร่นัก ได้ยินว่าคนนั้นทำชั่วคนนั้นทำเลวคนนั้นทำดีรับโล่รับเหรียญสรรเสริญประกาศได้รางวัลโน้นรางวัลนี้ จืดมากเลยสำหรับเรา เพราะหลายใบประกาศที่แจกกันอยู่เมืองมนุษย์แจกเอาหน้าไม่ได้แจกเพราะบุญ  พอเรารู้อย่างนี้ก็เลยเฉยๆ ถ้าจะชื่นชมเราจะชื่นชมแค่วัน ๑๕ ค่ำวันนี้เป็นอย่างไร ? ผ้าขาวเยอะหนาตาขึ้นขาวมากขึ้น จะสังเกตง่ายๆ ได้จากสีขาวทั้งหลาย ประพฤติศีลอุโบสถประพฤติศีลปกติมีเรื่อยๆ มากขึ้นๆ มาตุคามโกนหัวบวชมากขึ้น เทพเทวดาดาวดึงส์คงจะดีใจกับเธอที่ได้มาบวชกัน คงจะรื่นเริงคงจะโยนดอกไม้กีฬากันแล้ว
 


ที่สำนักฯ นี้มีการถือศีลประพฤติธรรมเสมอๆ ไม่จำกัดวันและเทศกาล ไม่รอเจ้าภาพ เจ้าภาพมีทุกวัน พร้อม นี่จีวรของเธอนี่บาตรของเธอเอาไป เพราะเรารู้ว่าการทำดีเหล่านี้เป็นที่สรรเสริญแก่หมู่เทพ เรื่องอะไรจะมาอัดอั้นรอข้างขึ้นข้างแรมวันอื่นๆ อีก “หลวงพ่อขาอยากจะบวชชีเจ้าค่ะ พร้อมเมื่อไหร่ลูก พร้อมเลยค่ะ อย่างนั้นพรุ่งนี้เลย” เราคืออย่างนี้เลย เป็นแต่พระที่บวชให้ไม่ได้้เพราะไม่ได้เป็นพระอุปัชฌาย์ตามโลกที่เขาอุปโลกน์ เดี๋ยวจะไปก้าวก่ายหน้าที่ของหมู่คณะเขาจะตำหนิเขาจะรังเกียจเอา เขาจะหาว่าทะเยอทะยานอยากเป็นอุปัชฌาย์ แต่ถ้าไม่ออกกฎนี้มาเราเกิน ๑๐ พรรษาสามารถจะบวชกุลบุตรกุลธิดาได้ แต่นี่เขามีกฎห้าม เราอยู่กับโลก โลกยุคนี้ห้ามเราก็ไม่เอา เดี๋ยวจะหาว่าเราดื้อเราก็ไม่ดื้อ แต่อันใดที่ไม่ผิดต่อพุทธบัญญัติไม่ขัดต่อกฎของโลก เราทำให้ได้สงเคราะห์ให้ได้ทันที ฤกษ์ดีสำหรับการที่จะเข้ามาประพฤติศีลประพฤติธรรมของเรามีทุกวัน เทวดาก็จะได้ดีใจทุกวัน แม้วันนี้ก็มีแม้เช้านี้ก็มี มีเสียงประกาศธรรมประกาศบุญกันตลอด

 

นี่คือประโยชน์ของพุทธศาสนาที่แท้จริง ให้ความร่มเย็นในภพภูมิไม่ใช่เฉพาะแต่เมืองมนุษย์เราหรือเฉพาะแต่ประเทศไทย แต่ทว่าดังไปถึงดาวดึงส์และเกินนั้นอีก เทพพรหมทั้งหลายรู้หมดถึงการทำความดีของมนุษย์ โดยเฉพาะยุคนี้พูดได้เต็มปากเต็มคำว่าศาสนาพุทธเจริญรุ่งเรืองในประเทศไทยสุวรรณภูมิ และก็มีคนไทยที่เอาจริงเอาจังไม่เห็นแก่หนังแก่ละคร หัวค่ำมานั่งฟังธรรมประพฤติอุโบสถประพฤติศีล  มีอยู่จริงๆ จากสัจจะคำจริงทั้งนั้นไม่ใช่เราจะแกล้งกล่าวแกล้งอ้าง เมื่อเทวดามาตรวจก็ไม่เคยผิดหวัง ๘ ค่ำ ๑๔ - ๑๕ ค่ำ ไม่พลาดเลยที่จะต้องมาศาลาสำนักวิปัสสนาป่ากล้วยธรรมะสภานี้ หากเราไม่อยู่ภิกษุจะทำการนำกันไป เราไปอยู่ตรงไหนเราก็ทำของเราตรงนั้นในทุกที่ อย่าลืมประกาศคุณงามความดีให้ลือลั่นไว้ในภพภูมิ ในระบบของเทวโลกมนุษย์โลกพรหมโลกจะต้องจำเราได้ “แม้หมู่นี้คือหมู่ใด ? อ๋อ...หมู่ของสำนักวิปัสสนาป่ากล้วย” หรือแม้กระทั่งในหมู่มนุษย์ก็ยังรู้จักเราไปถึงอินเดีย มีผู้รู้จักได้ฟังเทศน์ได้ฟังธรรมไม่นึกว่าจะเจอตัวจริง อยู่ในประเทศไทยด้วยกันแท้ๆ ไม่เจอแต่กลับไปเจอกันที่อินเดีย “เห็นในรูป รูปไหน ? ไม่รู้ ลูกหลานญาติธรรมทั้งหลายเอาไปออกเป็นคลื่นเป็นความถี่อะไรของเขาไม่รู้” จริงๆ แล้วเราตกรุ่นคอมพิวเตอร์ทั้งหลายนี่เราทำไม่เป็นหรอก

 

ธรรมะกระจายไปแผ่ไปในหมู่มนุษย์ในหมู่ของเทพเทวดาพรหมทั้งหลาย ฉะนั้นการทำดีของพวกเราไม่ใช่อยู่แค่เพียงตรงที่เราทำ ชื่อเราไม่ใช่จบแค่ตรงนี้ อันว่าชื่อนั้นสมมติยกไว้เขาจำจิตจำวิญญาณ มีหลักในการจำของเขาเองว่าดวงวิญญาณนี้ในชาตินั้นชื่อนั้นในชาติต่อมาชื่อนี้ ชื่อเปลี่ยนเรื่อยแต่บางชาติก็ซ้ำก็ได้ บางคนชื่อปทุมแต่ละชาติชื่อปทุมหมดก็มี บางชาติไม่ได้ชื่อปทุมก็มี จากชื่อปทุมเปลี่ยนเป็นอุบลบ้างก็แล้วแต่ เปลี่ยนเป็นบุปผาบ้างแล้วแต่ เปลี่ยนเป็นบุษบาบ้างแล้วแต่ ถึงจะเปลี่ยนชื่อแต่ละชาติแต่เขาก็ใส่บุญไปในจิตวิญญาณดวงเดียวกันถูกต้อง “ชาติเดียวเปลี่ยนชื่อหลายครั้งหลายหนเทวดาจะจำได้หรือว่าตอนนี้เราชื่ออะไรแล้ว ?” ไม่ต้องห่วงจำได้ตลอดเพราะเทวดาเขาจำจิตวิญญาณ

 

ระบบการจดการทำคุณงามความดีของเทวดาชั้นจาตุมหาราชมีความผูกพันกับมนุษย์มาก จึงไม่สงสัยเลยที่คนบอกว่าเคยเห็นเทวดาเคยเจอเทวดา ก็เขามาจดรายชื่อพวกเราอยู่ แต่โดยจริงๆ นั้นเป็นมิติที่เป็นทิพย์เรียกว่าอทิสมานกายเป็นพวกมีทิพยสมบัติมีสมบัติทั้งหลายเป็นทิพย์ ซึ่งโดยปกติมนุษย์ตาหยาบจะมองเห็นเฉพาะของหยาบจะมองไม่เห็นพวกเขา นอกจากพวกเขาจะเนรมิตกายให้หยาบขึ้นเพื่อจะให้เราเห็น หรือมาให้เห็นในนิมิตตาในตาทิพย์ตอนนั่งสมาธิจิตรวมจิตนิ่ง

 

ไม่แปลกเลยที่ญาติธรรมหลายคนเคยเล่าว่า “นั่งสมาธิอยู่ๆ ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งถือดอกไม้มายื่นให้ ยิ้มๆ แล้วก็ไป แล้วรับหรือเปล่า ? ไม่ได้รับ เพราะไม่รู้จักก็เลยไม่ได้รับ เขายิ้มๆ แล้วก็เดินผ่านไป กะได้ไหมว่าหน้าตาอายุประมาณเท่าไหร่ ?  ประมาณสัก ๒๐ กว่าๆ หรือ ๓๐ เจ้าค่ะ” อย่างนั้นใช่แล้วเทพธิดานางฟ้า ถ้าจะมาก็จะมาในวัยประมาณนี้อยู่ในเกณฑ์กลางๆ จะไม่มาในวัยแก่ชรา เขามาชื่นชมเอาดอกไม้ (ที่เมืองเขาไม่ได้มีเหมือนเมืองเราที่จะหอบหิ้วเอาของอย่างอื่นมา จึงสักการะด้วยดอกไม้ทิพย์ ถ้าเป็นกุหลาบก็เป็นกุหลาบทิพย์) ใส่กระจาดบ้างใส่กระเช้าบ้าง บางทีก็พันๆ มัดตอกมัดอะไรบ้าง แล้วก็ทำท่ายื่นให้เฉยๆ ไม่ได้พูดไม่มีเสียง แปลว่าให้เราก็รู้ “รับได้ที่ไหน ? เธอเป็นผู้หญิงฉันเป็นพระรับไม่ได้ ใครกันไม่รู้จัก ผ่านไป” อย่างนี้คือนางฟ้าเนรมิตกายหยาบให้เหมือนมนุษย์จะได้ไม่รู้ว่าเป็นใคร แต่ถ้าต้องการให้รู้เลยก็มีมาแบบเต็มยศอ่อนช้อยแวบวับ สวย ซึ่งถ้าจะมาสวยๆ ก็กลัวอีกว่าพระหนุ่มเณรน้อยจะไปแอบรักเทวดานางฟ้าเข้าเดี๋ยวจะบาป ก็เลยมาแบบพอดีๆ พื้นๆ อย่าให้สวยนัก พวกนี้เป็นเทพเทวดามีความเข้าใจมาก มาชื่นชมมาสักการะที่มนุษย์ประพฤติดี ไม่ได้มาด้วยกามกิเลสตัณหาไม่ได้มาด้วยกามเมถุนความใคร่ และหาใช่่เฉพาะแต่พระชีเท่านั้น พวกญาติธรรมที่นั่งสมาธิไปปฏิบัติไป มีมากที่ได้พบได้เจอได้มาสนทนาปรารภธรรมสอบอารมณ์กัน 

 

สิ่งเหล่านี้มีอยู่จริงไม่ห่างไกลจากมนุษย์เลยปฏิบัติให้ถึงก็แล้วกัน ปฏิบัติให้บริสุทธิ์จิตบริสุทธิ์ใจเถอะ เขามาเพื่อจะได้บุญกุศลกับเราและที่แสดงกิริยาอาการนั้นเพราะชื่นชม “เอาจริงเนอะ บัลลังก์นี้เอาแท้เนอะ แม้ผู้นี้เมื่อก่อนไม่ได้ทำอย่างนี้เดี๋ยวนี้มุ่งมั่นขนาดนี้ ชื่นชมด้วยดีใจด้วย” ไม่รู้จะแสดงความดีใจอย่างไรก็ยื่นให้ หรือบางทีมากราบมาไหว้ก็แล้วแต่สถานะที่เขาจะทำ แล้วแต่เขาจะเนรมิตของเขาเอง 

 

ธรรมะแปลว่าความจริง ความจริงระหว่างภพภูมิเป็นอย่างนี้ การที่เรามานั่งสร้างบุญสร้างกุศลกันไม่ใช่ดั้นเดาทำ แต่เราทำตามเป็นจริง ฉะนั้นจะทำเหยาะๆ แหยะๆ ได้อย่างไร ? วันนี้นึกจะทำก็ทำไม่นึกจะทำก็ไม่ทำ พระคุณเจ้ารูปใดขี้เกียจรูปใดขยัน รูปใดเป็นที่รักของเทวดารูปใดเป็นที่รังเกียจของมนุษย์  เขารู้หมดไม่ใช่ไม่รู้ พระคุณเจ้าอย่าเอ้อระเหยประมาทเสีย ท่านอยู่กันผิดศีลผิดธรรมพระไปอุดอยู่ในกุฎชีเขารู้หมด ดีไม่ดีวันดีคืนดียักษ์จับขาลาก เห็นไหม ? จะทำชั่วได้ไม่นานเทวดารู้ มีอันเป็นไปหมด ฉะนั้นไม่ต้องกลัวศาสนาจะเสื่อม พุทธบริษัท ๔ อุบาสก-อุบาสิกา ภิกษุ-ภิกษุณี อีกมิติหนึ่งเทวดาพระพุทธเจ้าฝากศาสนาไว้กับเทวดาด้วย เขาจะดูแลใกล้ชิดอันใดที่มนุษย์มองไม่เห็นไม่ต้องกลัว ไม่ผ่านสายตาเทวดาไปได้ ใครจะมาปู้ยี่ปู้ยำให้พังให้แหลกสลายก็ไม่ได้ เมื่อประกาศไปแล้วว่า ๕,๐๐๐ ปีอย่างไรก็อยู่ ๕,๐๐๐ ปี ถึงแม้ว่าข่าวการทำชั่วของชาวพุทธจะถี่ขึ้นก็ตาม แต่ผู้ที่ทำดีมุ่งมั่นเอาจริงเอาจังจะมีไม่ขาด ๕,๐๐๐ ปี แม้บางครั้งบางยุคอาจจะน้อยแต่ก็ไม่ถึงกับสูญหาย เราจึงไม่กังวลใจและไม่กลัวเลยที่ศาสนาจะพังในยุคนี้ อุ่นใจในท้าวสักกะในท้าวจตุโลกบาลทั้ง ๔ อุ่นใจในระบบของภพภูมิที่จะต้องสงเคราะห์กันดูแลกัน 

 

ฝากท้าวสักกะด้วย พระพุทธเจ้าฝากไว้แล้วเราในฐานะเป็นพุทธชิโนรสเตือนท้าวสักกะอีกทีหนึ่ง คอยจรรโลงไว้อย่ามัวเพลิดเพลินอย่างอื่นนัก อย่าให้คนที่มีจิตมีศรัทธามุ่งมั่นต้องจิตตกอยู่นาน  ใครที่ชั่วรีบลากออกไปเสียรีบกำจัดเสีย การที่ท่านนานกำจัดนั้นทำให้ผู้ที่มีศรัทธาจิตตกนาน ท่านจะพลอยหมองมัวไปด้วยว่าละเลยหน้าที่ เดี๋ยวจะว่าที่ท่านเอ้อระเหยนั้นไม่เสียหายอะไร เสีย มนุษย์ที่อยากจะเห็นแต่สิ่งที่ดีๆ มีอยู่ อย่าปล่อยไว้หลายวันเกินไป  เพราะ ๒ ชั่วโมงของท่านเมืองมนุษย์ทำเรื่องชั่วลอยนวลอยู่ตั้ง ๑๐ ปี ๒๐ ปี ๑๐ พรรษา ๒๐ พรรษา ไม่ได้ละเลยเกินไป เราตำหนิควรจะตรวจถี่กว่านี้  นี่เขาเรียกว่าเทศน์ให้เทวดาฟังด้วย ดีก็ชมถ้าไม่ดีตำหนิ เราตำหนิในสิ่งที่ควรตำหนิเป็นสัมมาทิฐิพระพุทธเจ้าตรัสไว้ ไม่ใช่เรามาตำหนิสุ่มสี่สุ่มห้าเอง ยิ่งมนุษย์อยากเห็นทำชั่วเช้าสายมาชักเลย มนุษย์ที่ทำดีชอบใจนัก คนที่คิดจะทำจะได้เข็ด “อย่านะ หมอนั่นทำเช้าสายชักเลย” เท่ากับดูแลศาสนาใกล้ชิด คนก็ไม่กล้าจาบจ้วงล่วงเกิน