วิมุตติสุข = สุขอันเกิดจากความพ้นกิเลส เลิศกว่าสุขทั้งปวง

ถาม ทำไมการสร้างบุญด้วยการเดินจงกรม นั่งสมาธิ จึงได้บุญมากกว่าการทำบุญด้วยการให้ทาน ?


ตอบ  ให้ทานเสร็จกลับไปทำบาปก็ได้ พอทำทานเสร็จปุ๊บแล้วก็แล้ว ไปทำบาปประพฤติผิด ประพฤติชั่วอื่นๆ อย่างโน้นอย่างนี้อีกเยอะแยะเลย จิตมันยังไม่ถอนจากการที่จะรู้จากความผิดความถูกอย่างไร แต่การนั่งสมาธิ เดินจงกรม เป็นการเจริญสติ จิตเมื่อมีความนิ่งมีความสงบเกิดขึ้น จะคิดจะพิจารณาสิ่งทั้งหลายได้ละเอียดละออขึ้น จะมีตัวรู้ ตัวปัญญาผุดขึ้น แต่การทำทาน ทำเสร็จปุ๊ปมันไป มันไม่มีความสงบ ไม่มีความนิ่ง ก็เลยยังไม่เกิดซึ่งการวินิจพิจารณาเขาเรียกว่าธรรมะวิจาญะ ยังไม่รู้จักแยกแยะวิจัยที่ละเอียดขึ้น   


ชั้นปัญญา พอมีปัญญาปุ๊บ มันรู้ถูกรู้ผิด มันเลิกเลย เลิกทำบาปทำชั่วตั้งแต่นั้น แต่ทำทานนี่ก็ทำไปอย่างนั้น มีทรัพย์เท่าไหร่ก็ทำไปเรื่อยๆ แต่ปัญญาที่จะคิดให้มันลึกให้มันซึ้ง มันเกิดจากสมาธิ เกิดจากสติ จากจิตที่มีกำลังจากความสงบ เมื่อไม่มีกำลังจากความสงบ ก็เลยไม่สามารถจะถอนนิสัยเดิมๆ หรือความเห็นผิดเก่าๆ ออกไปได้ ก็เลยว่าคนละชั้นกัน   


ให้ทานไปหนึ่งล้านบาท กลับไปถึงก็ไปด่าโน่นด่านี่ กับอีกคนหนึ่งนั่งสมาธิเกิดสตินิ่งสงบ ทบทวนถึงการกระทำทั้งหลาย...เราไปว่าคนนั้นให้ร้องไห้เจ็บอกเจ็บใจ เราก็ว่าเอาๆ ไม่โต้ไม่เถียงเราสักคำ ไม่กล้าที่จะเอาชนะคะคานเราได้ เราด่าเก่งกว่า เราเหนือกว่า แต่แท้ที่จริงแล้วเราก็ผิด เรานี่เลวเหลือเกิน เรานี่ไม่ดีเลย คงช้ำอกช้ำใจทุกข์อยู่หมองอยู่ เดี๋ยวจะไปขอโทษเสียหน่อย...ต้องนั่งนึกนานๆ ระลึกนิ่งอยู่นานๆ ความผิดต่างๆ ทั้งหลายที่เคยปรากฏในอดีต ที่เราทำมาแต่ในอดีตจะระลึกได้ เรียกว่ามีอาทีนวญาณ ญาณที่ทบทวนความผิดเก่าๆ แล้วมานั่งสำนึก คนที่นั่งสมาธิแล้วน้ำตาร่วงคืออย่างนี้ ระลึกผิดได้ สำนึกผิดได้ เราแกล้งตั้งแต่สมัยยังเป็นนักเรียน อยากจะไปขอโทษ ไปอยู่ไหนอย่างไรก็ไม่รู้...เอาเน้อ ไปอยู่ไหนยังเป็นยังตายอย่างไรก็ไม่รู้ ขอโทษ ขอขมานะ บุญที่เราบวชยกให้ บุญที่เราทำมาในสมัยเป็นคนนี่ยกให้...ตอนนั้นจิตใต้สำนึกจะทำงานดี ปฏิบัติไปเรื่อยๆ เถอะ จะต้องได้เห็นเป็นเช่นเดียวกันหมด แต่ละรายที่มาปรารภด้วยจะเป็นอย่างนั้น