วิมุตติสุข = สุขอันเกิดจากความพ้นกิเลส เลิศกว่าสุขทั้งปวง

เรื่อง สภาวธรรม ความอัศจรรย์...แห่งจิต




“ถึงเวลาทำความเพียรเผากิเลส ทำจิตใจให้สบายมีความพึงพอใจในการที่ได้มานั่งภาวนาร่วมกัน อย่างนี้เรียกว่าการทำฉันทะให้เกิดขึ้น ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา เรากำลังทำอิทธิบาท ๔ ทำพื้นฐานที่จะให้เกิดความเป็นพิเศษ
ที่จะสร้างอิทธิหรือปาฏิหาริย์คือความอัศจรรย์ให้เกิดขึ้นนั่นเอง อย่างนี้เรียกว่าศาสนาพุทธสอนให้มีคุณสมบัติพิเศษ ? ก็ใช่ “พระพุทธเจ้าไม่ให้อวดฤทธิ์อวดเดชแล้วใครจะมาสอนให้มีฤทธิ์มีปาฏิหาริย์ ?” ท่านสอนให้มี คนที่ปฏิบัติได้ผลจะต้องมี แต่คนดีนั้นมีแล้วไม่อวดให้เข้าใจตรงนี้ก่อน มีคนกลัวจะถูกตำหนิติเตียนเพราะเข้าใจผิดว่าพระพุทธเจ้าไม่ให้มีฤทธิ์ ห้ามไปเรียนฤทธิ์เรียนปาฏิหาริย์ จริงๆ ตรงนี้คนละเรื่องกันกับเรื่องของมนต์ดำคุณไสย ไสยศาสตร์หรือเดรัจฉานวิชา วิชาที่ไม่ทำให้พ้นทุกข์ตรงนั้นต่างหากที่ท่านห้ามไม่ให้ไปเรียน แต่วิชาที่ทำให้พ้นทุกข์ท่านให้ขยันทำบ่อยๆ  

 

วิริยะ ในการทำแต่ละครั้งต้องทำด้วยความพอใจเต็มใจ จิตใจในขณะนั้นปรารถนาหรือมีความต้องการที่จะทำ แต่ตราบใดเวลาใดที่จิตไม่พร้อมไม่มีความปรารถนา ไม่เบิกบานไม่อยากจะทำช่วงนั้นก็ไม่ต้องทำ ต้องเตรียมจิตให้พร้อมให้มีความพอใจ (ฉันทะ) ถ้าทำด้วยความพอใจอิทธิจะเกิดขึ้น เพราะเรากำลังทำพื้นฐานพื้นฐานเกิดจากตรงนี้ การทำจิตให้นิ่งสงบปราศจากนิวรณ์ทั้งหลาย (นิวรณ์คือความอาฆาตพยาบาทจองเวร ความฟุ้งซ่าน ความง่วงเหงาหาวนอน ความลังเลสงสัย การคิดถึงรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส)  เลิกคิดเรื่องเหล่านั้นแล้วมาหมกมุ่นผูกพันอยู่แต่เรื่องของความสงบ ถ้าจะวุ่นวายก็วุ่นวายอยู่แต่ในกาย ดูกายเรากำลังหายใจเข้ากำลังหายใจออก ลมหายใจนี้สั้นนี้ยาวนี้อุ่นนี้เย็นรู้อยู่แค่นี้ รู้ว่ากำลังปวดขาปวดแขน รู้ว่ายุงกำลังกัดหูกัดหน้า การรู้อย่างนี้เรียกว่ารู้อยู่ในกาย ส่วนใหญ่คนมักจะเข้าใจว่าการรู้อยู่ในกายคือการรู้อยู่แต่ในลมหายใจเท่านั้น เมื่อยุงมากัดเดี๋ยวกัดขาเดี๋ยวกัดแขนเดี๋ยวกัดหน้าเดี๋ยวกัดกลางหลัง ทำให้ไม่ได้ดูลมหายใจไม่ได้ทำสมาธิ แต่แท้ที่จริงแล้วเพียงรู้ว่าคันซ้ายคันขวาก็เรียกว่ารู้อยู่ในกาย 

 

คำว่ารู้อยู่ในกายไม่ใช่จะไปจดจ้องบังคับอยู่ตรงลมหายใจอย่างเดียว ตามธรรมชาติจะรู้ความปรากฏขึ้นในสังขารร่างกายว่ามีอะไรมาปรากฏมากระทบ ลมร้อนลมเย็นมากระทบผิวหนังมาผัสสะสัมผัสกับผิวหนัง จิตจะแว้บเพราะตัวรู้มันธรรมชาติ “นั่งๆ อยู่ลมเย็นมา เสียงฟ้าร้องฟ้าคำรามฝนฟ้าคงจะตก” ในขณะที่รู้ลมหายใจก็รู้อย่างอื่นปนไปอีกเพราะมีสิ่งอื่นเข้ามาให้รู้ก็รู้ทันที จะให้รู้เพียงลมหายใจแต่กลับไปได้ยินเสียงฟ้าร้องบ้างเสียงจักจั่นร้องบ้างไม่เงียบเลย เราเงียบแล้ว ข้างนอกไม่เงียบก็เป็นเรื่องของข้างนอก หูได้ยินก็เป็นเรื่องของหูได้ยิน ก็ดีแล้วที่หู ไม่หนวก จิ้งหรีดร้องแล้วเป็นอย่างไร ? “รำคาญ ไปรำคาญอะไรมัน ?” อยู่ตรงนี้จะผิดเพราะไปรำคาญ ถ้ามันร้องเราก็ไม่ได้รำคาญต่างคนต่างอยู่ มีสติรู้อยู่ทั้งภายในกายและรอบกาย 

 

แต่ถ้าสงบแน่นขึ้นๆๆ จะตัดการรู้ข้างนอกกาย ตัดแม้กระทั่งเสียงเทศน์ที่ได้ยิน หลายคนเกิดสภาวธรรมขึ้น “ที่บ้านเปิดเทปฟังแล้วนั่งสมาธิ ฟังไปได้นิดเดียวหลับเลยเจ้าค่ะ หลับที่ไหนหรือ ? นั่งหลับตรงนั้นเจ้าค่ะ มีเสียงกรนไหม ? น้ำลายหยดน้ำลายย้อยไหม ? ไม่ทราบเหมือนกันแต่พอรู้สึกตัวก็นั่งอยู่ในท่าเดิมๆ คออาจจะตกลงนิดหน่อย หลังอาจจะค่อมลงนิดหน่อย แต่ไม่ถึงขนาดหัวห้อยน้ำลายหยดย้อยเจ้าค่ะ” นั่นคือการเข้าสู่ความสงบตัดเสียงภายนอกออกไป เป็นองค์ของสมาธิเป็นฌานแล้ว สงบแนบแน่นไม่รู้แม้กระทั่งลมหายใจเข้าหรือออก ทิ้งลมหายใจแล้วภายนอกทิ้งหมดแล้ว รู้ว่ามีแต่ข้างในที่สงบอยู่ไม่ได้รู้ข้างนอกเลย เมื่อไม่รู้จักชื่อสภาวธรรมก็เข้าใจว่าหลับ พอรู้สึกขึ้นมาตกใจเสียงเทศน์ก็ยังดังอยู่เมื่อกี้ทำไมเราไม่ได้ยินอะไรเลย นั่นคือการเข้าสู่ความสงบของจิตประเภทแนบแน่น เป็นฌาน ๔  ทำไปบ่อยๆ เถอะใกล้ต่อการได้ดิบได้ดีแล้ว กันความลังเลสงสัยจำองค์ฌานไว้ คู้บัลลังก์นั่งสมาธิปิดปากดูลมหายใจเข้าออก จิตเกาะอยู่กับลมหายใจเข้าออกว่าพุทโธ พุทโธ พุทโธ หรือเกสา โลมา นขา ทันตา ตะโจ หรือว่า หนึ่ง สอง สาม นับไป  แค่วาจาระงับคือปิดปากลงไปเกิดฌาน ๑ แล้ว 

 

พอระงับความคิดความนึกคือตรึกตรองหรือวิตกวิจาร ไม่นึกไม่คิด ไม่ทำบริกรรมอะไรแล้ว รู้ที่ลมหายใจแต่ไม่ได้บริกรรมไม่พุทไม่โธอะไรแล้ว รู้อยู่ว่าหายใจเข้าแต่ไม่อยากจะบริกรรม ไม่อยากจะพุทจะโธอยากจะดูเฉยๆ ไม่อยากจะนับจะอะไรทั้งสิ้น ขี้เกียจหรืออย่างไรก็ไม่รู้ไม่อยากบริกรรมไม่อยากนับว่าบริกรรมก็สมมุตินับก็สมมุติแท้ที่จริงก็คือลมหายใจกำลังเข้ากำลังออก อยากจะรู้อยู่อย่างนั้นอย่างเดียวไม่อยากบริกรรม นั่นแสดงว่าจะละการนึกการคิดละการตรึกการตรอง ตอนแรกที่ไม่รู้ชื่อสภาวธรรมก็คิดว่าเพราะความขี้เกียจ อะไรกันนั่งดูลมหายใจบริกรรมไปได้สามสี่คำก็ไม่เอาแล้ว จะดูแต่ลมอย่างเดียว เมื่อไม่รู้จักสภาวะก็คิดว่าขี้เกียจแต่แท้ที่จริงแล้วคือการละ ละการตรึกการตรองละวิตกวิจารเป็นฌาน ๒

 

พอนิ่งเงียบรู้แต่ลมหายใจสักพักจะมีอาการอื่นๆ เกิดขึ้น อาการของปีติ ที่แยกย่อยเป็น ๓๐ กว่าประการ มีอาการขนลุกขนพอง มีอาการเหมือนกายใหญ่กายเล็กกายหนักกายเบา มีอาการเหมือนไม่มีกาย มีอาการเหมือนกายโยก มีอาการเหมือนกำลังหมุนอยู่เมื่อลืมตาดูก็ไม่ได้หมุน อาการหมุนเหมือนหมุนข้างในเหมือนโยกข้างใน มีอาการเหมือนแข็งทื่อเกร็งตามแขนตามใบหน้ากรามกัดแน่น มีอาการเหมือนมีอะไรไปหนักอยู่ที่มือบางทีก็เหมือนมือไม่มีเหมือนมือหายไป สภาวธรรมต่างๆ ทั้งหลายเหล่านี้จะเกิดขึ้นต่อจากการละวิตกวิจารเรียกว่าอาการปีติ รู้เหตุการณ์อาการต่างๆ ที่ปรากฏ รู้ที่ลมหายใจก็รู้ยังไม่ได้ทิ้งลมหายใจ พอรู้อยู่ไปอาการเหล่านั้นหายไปสงบไประงับไป ถ้าปีติสงบไประงับไปแสดงว่าจะขึ้นฌาน ๓ เป็นฌานเป็นความสงบสมาธิขั้นที่ ๓ จากนั้นจะเข้าไปสู่ฌาน ๔

 

อาการของฌาน ๔ คือไม่รู้ในการหายใจเข้าออกของตัวเอง ทิ้งลมหายใจเข้าออกไปแล้ว จะเกิดอาการสงบอย่างเดียวไม่รู้ภายนอกต่างๆ ทั้งหลาย รู้แต่ว่าสงบอยู่ภายในจิตในใจอย่างเดียว “นึกไปนึกมาเรามีตัวไหม ? กายเรามีไหม ?”  อยู่ๆ ก็นึกขึ้นมาเหมือนไม่มีกายไม่มีอะไรเลย ไม่มีสังขารไม่มีร่างกาย เหมือนว่ามีแต่ใจมีแต่จิตที่รู้อยู่อย่างเดียว มีการตกอกตกใจได้เหมือนกัน ลืมนึกไปถึงขาชามือชาปวดแขนคันแขนไม่เห็นมีอะไรเลย ไม่ได้นึกถึงเรื่องเหล่านี้เลยว่าจะแน่นอกจุกที่คอ แทงที่ศรีษะจี๊ดๆ ไม่มีเลย  เรียกว่าทิ้งกายไปเลย อาการทางกายต่างๆ ทั้งหลายไม่รู้สึกเลยชามือไหม ? เจ็บตาตุ่มไหม ? ชาขาไหม ? ไม่รู้เลยทิ้งกายเหมือนกายไม่มี ต้องการพิสูจน์ว่าจริงไหมไม่มีอะไรเลยจริงๆ หรือ ? เมื่อค่อยๆ ลืมตาดูก็เห็นยังอยู่ครบแต่จะกระดิกนิ้วขานิ้วเท้าไม่ได้ สั่งกระดิกก็ไม่กระดิกเหมือนกายไม่ทำงาน มีอย่างนี้ด้วยหรือ 

 

ชื่อว่าสภาวธรรมสารพัดจะมี เราจับกริยาอาการของเราได้ไม่ผิด จะเหมือนใครไม่เหมือนใครอย่าไปสนใจอย่าไปสงสัย เอาความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับเราเป็นธรรมเป็นความจริงเป็นใหญ่ พอไม่เหมือนใครเราทำผิดหรือ ? จะไปผิดได้อย่างไร ? ก็รู้ด้วยตนเองอยู่ บางทีเราก็นิสัยเสียพอไม่เหมือนคนดังๆ คนที่มีชื่อมีเสียงก็ไปเข้าใจว่าตัวเองผิดไม่เก่ง เพราะไม่เหมือนคนโน้นไม่เหมือนคนชื่อนี้ คนชื่อโน้นก็ไม่เห็นเหมือนเรา คนชื่อนี้ทำไมไม่เหมือนเรา ของเราเป็นอย่างนี้เราเป็นใหญ่บ้างสิ พวกเทียบธรรมะบางทีก็มีผลเสียอยู่เหมือนกัน  พอเทียบแล้วไม่เหมือนคนดังๆ ไม่เหมือนดาราก็จะคิดว่าตัวเองผิด จะผิดได้อย่างไร ? รู้สึกอยู่ด้วยตนเองทนโท่อย่างนั้น และก็ไม่ใช่สูตรถ้าถูกต้อง ต้องเหมือนกับคนชื่อนั้น ชื่อนั้น ชื่อนั้น ของใครของมันเราทำแล้วเกิดสภาวะอย่างนี้ 

 

ไม่รู้สึกอะไรเลยเหมือนไม่มีกายแท้ที่จริงมีด้วยหรือ ? แท้ที่จริงมี ลืมตาเห็นรูปแต่ไม่มีความรู้สึกเลยว่ากำลังชากำลังเมื่อยกำลังปวด  หนักหรือว่าเบากายไม่รู้สึก เรียกว่าตัดกายออกไปตัดการรับรู้ทางสังขารร่างกายออกไป นั่นแสดงว่าเกิดอาการสงบเหลือแต่จิตแยกออกไปจากกายล้วนๆ เหลือแต่ตัวรู้คือจิต ส่วนกายนั้นเมื่อจิตไม่ได้มารับรู้อะไรทั้งหลายในมือในขา เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาปวดเขาเมื่อยเขาชาหรืออะไรไหม ? เขาหนักหรือว่าเขาเบา ? เขาก็ไม่รู้อะไรเลยเหมือนกัน เพราะตัววิญญาณตัวรู้ไปอยู่กับตัวจิต รู้แต่รู้สึกว่าไม่รู้อะไรเลย รู้แต่รู้ว่าไม่รู้อะไรเลยไม่รู้สึกอะไรเลย เหมือนกับรู้แต่รู้ว่าไม่มีอะไรเลย ออกจะยอกย้อนนิดๆ เหมือนกันแต่ก็คืออย่างนั้น ใคร่ครวญไปก็จะเข้าใจ เหมือนมองไปในที่ว่างเปล่าเห็นอยู่ว่าว่างเปล่า “ถ้าเห็นมันจะว่างเปล่าได้อย่างไร ? เห็นมันก็ต้องมีอะไร ก็เห็นว่ามันไม่มีอะไร” มีแต่ตัวเห็นแต่สิ่งที่จะมาให้เห็นไม่มี อย่าหาว่ากวนจิตกวนใจก็เห็นว่าไม่มีอะไร ตัวรู้จะไปรูู้้  รู้ว่าจิตว่างไม่ได้คิดได้นึกไม่มีอะไรไปเกี่ยวข้อง ไม่มีวิตกกังวลไม่มีอาลัยอาวรณ์ไม่มีอะไรทั้งส้ินเรียกว่าจัดว่าสงบจัดว่านิ่ง แต่ไม่ใช่หลับถ้าหลับจะไม่รู้ว่ากำลังสงบอยู่ แล้วก็นั่งได้อยู่อย่างนั้น ลองสั่งว่าจะเอากี่นานมันก็จะรู้อยู่อย่างนั้น

 

นี่คือส่วนที่ท่านต้องการให้ฝึกไปถึงตรงนี้ ให้สงบสงัดว่างจากกิเลสทั้งหลาย โลภโกรธหลงจะเกิดไม่ได้เลยในขณะนั้น เมื่อเกิดไม่ได้บ่อยๆ กิเลสจะถูกตัดตอนต่อกันไม่ได้ทำงานไม่ได้ แล้วจะค่อยๆ สิ้นกิเลสไปหมดกิเลสไป และในระหว่างที่นิ่งๆ อยู่นั้น การที่จะคิดสารพัดเรื่องสารพัดราว เดี๋ยวเรื่องโน้นเดี๋ยวเรื่องนี้โยงไปเรื่องนู่นเรื่องนี่เรื่องนั่นอย่างนั้นวุ่นวาย เมื่อก่อนชอบอย่างนั้นพอมาชินอย่างนี้อยู่อย่างนี้ดีกว่า ถึงเวลาก็อยากจะนั่งแต่สมาธิคว้าเบาะคู้บัลลังก์ อยากจะนั่งเฉยๆ ใครอย่ารบกวน 

 

การปฏิบัติแรกๆ มักมีเรื่องรบกวนเยอะ  เดี๋ยวกังวลไปเรื่องนั้นกังวลไปถึงสิ่งนี้ อันโน้นอันนี้ประตูหน้าต่างกลับคิดไปถึงเรื่องเหล่านั้น แต่พอทำจนชำนาญขึ้นจะไม่เป็นอย่างนั้นแล้ว พอคู้บัลลังก์แล้วเรื่องใดๆ อย่ามายุ่ง อะไรจะเกิดก็เกิด  อะไรจะดังก็เรื่องของมัน ไม่อยากจะขยุกขยิกไปทำอะไรทั้งสิ้นแล้ว ถ้าเป็นผู้ที่เคยชินกับการใช้โทรศัพท์อยู่กับการใช้มือถือ เขาจะปิดจะดับจะเอาไปไว้ไกลๆ ไม่ห่วงไม่กังวลเลยว่าคนสำคัญจะโทรมาว่าเรื่องสำคัญจะแจ้งมา ความรู้สึกของคนที่เป็นสมาธิจริงๆ ถึงจะเป็นเรื่องสำคัญอย่างไรก็ไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ได้กริ่งเกรงถึงความสำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้นในขณะนั้น  ไม่ได้เห็นว่าเรื่องอะไรๆ จะสำคัญไปกว่าการที่อยากจะนั่งสงบตอนนี้

 

อย่างนี้ถือว่าเป็นสภาวธรรม เป็นการที่คิดจะตัดโลกภายนอกตั้งแต่เริ่มจะนั่ง “เผื่อมีเหตุการณ์ปัจจุบันทันด่วน ญาติสนิทมิตรสหายเป็นตายขึ้นมาจะขอความช่วยเหลือ เราดันนั่งปิดโทรศัพท์เดี๋ยวไม่รู้เรื่องช่วยกันไม่ทัน” ความคิดอย่างนี้จะไม่มีเลย ขณะนี้เวลานี้ฉันจะทำความสงบนิ่งในจิต ธุระสำคัญของใครๆ ที่มาเกี่ยวข้องในช่วงนี้ไม่ใช่โอกาสไม่ได้เกิดมารอสิ่งเหล่านี้ แต่ไหนแต่ไรไม่เกิดพอนั่งแล้วจะมาเกิด ต้องรู้จักกาลเทศะ เรื่องเหล่านี้ที่เข้ามาไม่เป็นกาลเทศะไม่รู้จักเป็นเวลา จิตเหมือนจะชินจะรักวิเวกและคิดว่าทางธรรมก็สำคัญ ทำไมจะสำคัญไปทั้งโลกแม้กระทั่งกำลังปฏิบัติธรรม “ก็กลัวไม่ได้สงเคราะห์โลกเปิดจ่อเปิดรอเอาไว้ ไม่เอา ไม่เป็นเวล่ำเวลา”

 

คนที่ใกล้ต่อการที่จะได้สภาวธรรม คนที่มีมรรคมีผลจะคิดแบบนี้ ยืนยันได้เลยว่าจะคิดแบบนี้  โลกสำคัญแล้วธรรมะไม่สำคัญหรือ ? จะย้อนทันทีโต้ตอบปัจจุบันทันด่วน “เวลาใครเวลามัน สำคัญแต่เหตุการณ์ทางโลกแล้วเหตุการณ์ทางธรรมไม่มีความหมายเลยหรืออย่างไร ?  วันทั้งวันไม่โทรมาจะมาโทรช่วงนี้ ช่วยไม่ได้” ช่วงปฏิบัติใหม่ๆ ยังไม่ได้เป็นนักบวชเต็มตัวเต็มที่ฝึกเองทำเอง  มีคนพิจารณาโทรศัพท์ก็ใช้อยู่ ความคิดอย่างนี้ผุดๆๆๆ แล้วก็ตัดมันบ้างไม่ได้ตัดมันบ้าง ต่อมาภายหลังเกิดจริงจัง ถ้าเป็นพระจริงๆ ฉันจะตัดไม่เอาเลย ใครจะว่าเราใจจืดใจดำต่อโลกไม่ได้ มีสิทธิ์จะอ้างได้ กลับดีเสียอีกเป็นพระที่ไม่ใส่่ใจกับเรื่องที่ไม่ใช่อุปกรณ์ในทางประพฤติธรรม ซึ่งก็รู้ด้วยว่าถ้าใครไม่ใช้โลกจะสรรเสริญ เขาไม่ตำหนิหรอกว่าท่านตกรุ่น เขาจะชื่นชมเสียอีก ดังนั้นการที่เราไม่มีไม่ใช้เขาไม่มีสิทธิ์จะว่า นอกจากคนไม่รู้ “เคร่งเกินไปเอาจริงเอาจังเกินไป ไม่มองหน้าผู้หน้าคนเลย เกิดมาไม่เคยเจอ บ้าไปแล้วมั้ง ?” ท่านไม่บ้าไปว่าท่านบ้า กลัวคนที่ว่าจะบ้าเสียเอง และคนบ้าเท่านั้นที่จะมาว่าไม่ดี

 

แท้ที่จริงแล้ว ถ้าจะมีสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นธรรมะที่จะอยู่กับปัจจุบันให้มากที่สุด การโทรศัพท์มาเราไม่ถือว่าเป็นปัจจุบัน ปัจจุบันคือคนที่นั่งสนทนาปราศรัยกันอยู่ซึ่งหน้า ที่ลอยมาแต่เสียงถึงแม้จะเห็นภาพทางจอก็ถือว่าเป็นของแห้งๆ ไม่ใช่ของสดๆ ที่สงเคราะห์สดๆ จึงจะเป็นของจริง ไม่มีกระแสหรือว่าคลื่นอื่นๆ มารบกวนได้เลย การคุยกันสดๆ กับคุยกันแห้งๆ กำลังมันผิดกันพลังมันผิดกันอยู่ ก็เลยจะฝึกอยู่กับปัจจุบันให้มากที่สุด ตัดความกังวลทั้งหลายในภายนอก พอเขารู้แล้วว่าพระคุณเจ้ารูปนี้โดยปกติของท่านไม่ใช้โทรศัพท์ไม่คุยแห้งๆ แต่บางครั้งก็ผิดปกติมีคนจะสนทนาปัจจุบันทันด่วนขอแห้งๆ เพื่อนัดหมายบางอย่างบางสิ่งที่สำคัญ อย่างนี้นิดๆ ได้ และที่สำคัญพระไม่มีลับลมคมในให้คนอื่นตอบแทนพูดแทน บอกกับเขาว่าอย่างนี้ พูดกับเขาว่าอย่างนี้ 

 

เราปฏิบัติมาไม่ได้มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง   ไม่มีว่าเรื่องนี้ต้องกระซิบคุยเรื่องนี้คนอื่นรู้ไม่ได้ หน้าอย่างไรหลังอย่างนั้น กลางวันอย่างไรกลางคืนอย่างนั้น อยู่กับความจริงล้วนๆ จะเป็นสุข  สุขที่อยู่กับเล่ห์เหลี่ยมกลอุบายเดี๋ยวก็ทะเลาะกัน เหลี่ยมไปขัดกันไปขบกันซึ่งเขาก็อยู่กันแบบประเพณีของโลก แต่ประเพณีของทางธรรมก็ต้องขอไว้ เนื่องด้วยทางนี้เป็นทางธรรมถ้าทำอะไรลงไปไม่เหมือนทางโลกก็ให้เข้าใจ อย่าคิดเป็นอย่างอื่นเลยมันเป็นไปตามธรรมะ อะไรจะเกิดอะไรจะมีอะไรจะเป็นก็เป็นไปตามธรรมะ อาจจะไม่เป็นไปเหมือนกับทางโลกก็ยกไว้เข้าใจไว้ แล้วก็ยกออกเสียว่าเป็นคนละทางกัน