วิมุตติสุข = สุขอันเกิดจากความพ้นกิเลส เลิศกว่าสุขทั้งปวง

เรื่อง ลาภที่เป็นประโยชน์ อันควรมนุษย์ที่จะมีตามปรารถนา

เทศน์ ณ สำนักวิปัสสนาดำรงธรรม จ.ปทุมธานี เมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙




“...การได้สดับตรับฟังถือว่าเป็นลาภ เป็นประตูแห่งประโยชน์ในการที่ได้เกิดมาเป็นคน ในสมัยพุทธกาลมีเด็กคนหนึ่งอายุเจ็ดขวบ ฉลาดเพราะได้ฟังธรรมตั้งแต่ยังเล็ก มีปัญญามีคำถามหรือตอบปัญหาเหมือนผู้ใหญ่ วันหนึ่งได้ถามคุณพ่อของตัวเองว่า ...บิดา อะไรเป็นประโยชน์ของมนุษย์ ? อะไรที่จะถือว่าเป็นลาภที่มนุษย์ควรจะได้ตามปรารถนา ? อะไรที่เป็นลาภที่เป็นประโยชน์สำหรับมนุษย์ ?... บิดาได้ฟังก็ไม่รู้จะตอบลูกอย่างไร เพราะด้วยก็ไม่รู้ว่าอะไรเป็นประโยชน์อันประเสริฐสำหรับการเป็นมนุษย์นี้ ถ้าจะมีลาภ ลาภอะไร ? ที่เป็นช่องทางที่จะให้ได้ประโยชน์ ที่ควรจะปรารถนาที่ควรจะอธิษฐานอันที่เป็นประโยชน์ทั้งหลายนี้ ...ก็เลยบอกว่าพ่อก็ไม่รู้ลูก เดี๋ยวเมื่อเราไปวัดเชตวันไปเจอกับพระศาสดาแล้วพ่อจะถามดู... ก็เลยชวนกันไป เมื่อไปถึงก็ถามถึงลาภที่เป็นประโยชน์อันควรมนุษย์ควรจะได้ควรจะมีตามปรารถนา พระพุทธเจ้าก็เลยบอกถึงประโยชน์อันนั้น 

 

ประโยชน์ที่หนึ่ง คือการไม่มีโรคเบียดเบียน ตรงนี้เองที่เขาบอกการไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ ปรารถนาการไม่มีโรคถือว่าเป็นสิ่งประเสริฐ คำว่าโรคของพระพุทธเจ้าไม่ใช่เพียงแต่ทางกาย โรคในที่นี้คือ ทางความรู้สึกนึกคิดจิตวิญญาณด้วย เดี๋ยวจะมองแค่ปวดหัวตัวร้อนอย่างเดียว โรคฟุ้งซ่าน โรคขี้หงุดหงิดขี้รำคาญ โรคทางจิตเป็นคนมักฟุ้งซ่าน จะสนทนาพูดคุยอะไรที่มันลึกซึ้งที่มันละเอียดก็คุยด้วยไม่ได้ เป็นคนสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เขาเรียกว่าคนฟุ้งซ่าน พูดโลเลโยกเยกไม่อยู่กับท่ีกับทาง ไม่อยู่กับร่องรอย คนที่เป็นอย่างนั้นถือว่าเป็นโรคชนิดหนึ่ง อย่าไปจ้องแต่ว่าโรคผื่นโรคคันโรคไอโรคจาม ใครไม่เป็นอย่างนั้นถือว่ามีลาภอันประเสริฐ ได้มีลาภที่เป็นประโยชน์ต่อการเป็นคนอย่างยิ่ง เป็นผู้ที่มีความพร้อมในการที่จะคิดพิจารณาธรรมะทั้งหลายให้ลึกซึ้งได้ 

 

ประโยชน์ที่สอง ศีล ทำอย่างไรเราจึงจะเป็นคนที่มีศีล ถ้าใครเกิดมาได้รักษาศีลได้ประพฤติอยู่ในศีล ถือว่าอยู่ในทางที่เป็นประโยชน์ ถือว่าเขาได้ลาภ หลายคนอยากจะรักษาศีลแต่ไม่สามารถจะกระทำได้ อยากจะให้ตัวเองดีมีความบริสุทธิ์ทางกาย ทางวาจา ทางใจ แต่มันดีไม่ได้ รู้ว่านั่นก็บาป นั่นก็บาป นั่นก็บาป แต่หักห้ามจิตใจตนเองให้ไกลจากบาปนั้นๆ ไม่ได้ ทำไม่สำเร็จ มันโอนอ่อนผ่อนตามบาปนั้นไปเสีย คนที่ไม่สามารถจะหักห้ามเอาชนะใจของตัวเองได้ ให้เป็นคนประพฤติทางกาย ทางวาจา ใจไม่ให้ผิดไปจากคลองธรรมได้ ไม่ใช่ง่าย ถ้าใครทำได้ถือว่าเขามีลาภอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในความเป็นคน 

 

ลาภในทางธรรมในความเป็นจริงของภพภูมินี้ ไม่ใช่เกี่ยวกับการได้กินมาก กินน้อย กินอร่อย กินแพงเลย “ลาภ” คำนี้ เป็นลาภที่เกิดขึ้นจากบุญจากกุศลที่หล่อเลี้ยงมา จึงให้เกิดมาพบมาเจอกับศีลธรรม นึกจะหักห้ามไม่ให้ตัวเองทำชั่ว ทางกาย ทางวาจา ใจ อย่างไรก็ได้ดังใจหมาย ถือเป็นลาภแล้ว ได้ทรัพย์ดังใจหมายเป็นแสนเป็นหมื่นเป็นล้าน แต่หักห้ามจิตใจตัวเองให้อยู่ในศีลไม่ได้ ไม่ประเสริฐเลย ลาภที่ชื่อว่าทรัพย์เหล่านั้น จะมองดูว่าจำนวนมากมายก็ตาม แต่จะเอาทรัพย์เหล่านั้นไปซื้อศีล เพื่อจะทำให้ตัวเองมีศีลมีความบริสุทธิ์ มันซื้อไม่ได้ หักห้ามจิตใจตนเองไม่ให้ทำชั่ว ห้ามไม่ได้จึงว่าลาภที่แท้จริง ขอให้เราเป็นผู้ประพฤติศีลได้ รักษาศีลได้โดยไม่ยาก หรือรักษาได้โดยง่ายดาย ใครที่รักษาได้อย่าหาว่าเล็กน้อย ถือว่าคนนั้นเป็นผู้มีบุญญาธิการทีเดียว และสำหรับคนมีบุญก็ดูเหมือนว่าเขาทำได้ง่ายๆ ...ห้าข้อแค่นี้เหรอที่ว่าศีล ใช่...ห้าข้อนี้ เขาช่างทำได้ง่ายดายเหลือเกิน... ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่หยิบเอาทรัพย์ของคนอื่น ไม่ไปเบียดเบียนญาติบริวารคนของผู้อื่น รักษาวจีกรรมไม่ให้เบียดเบียนใคร ชื่อว่าใครๆ ไม่มีว่าจะต้องมาเดือดร้อนด้วยคำพูดของเรา ใครที่เสียเวลาฟังเราพูดไม่เปล่าประโยชน์ คำที่เราพูดเป็นสาระ ยิ่งฟังอยู่นานฟังอยู่มากยิ่งเกิดประโยชน์มาก คือข้อสี่วจีกรรม เราไม่ทำลายสติของตนเองด้วยของมึนเมา สามารถหักห้ามจิตใจตัวเองได้ ถือว่าเป็นคนมีลาภ เป็นลาภอย่างยิ่ง เป็นประตูแห่งประโยชน์ที่จะนำไปสู่นิพพาน 

 

ลาภต่อมาคือ เป็นผู้ได้สดับรับฟังในความจริงต่างๆ ทั้งหลาย ทำไมเราได้อยู่ในสถานที่ ที่มีพระธรรมให้ได้สดับรับฟัง ทำไมเราเป็นผู้ที่ชอบในการฟังธรรม บางทีมีให้ฟังแต่ไม่ชอบ ตอนอยากจะฟังก็ไม่มีให้ฟัง ตอนมีให้ฟังก็ให้ไม่ว่าง มันช่างไม่พอเหมาะพอควรเอาเสียเลย ในที่สุดก็ไม่ได้ฟัง มารมาปิดซ้ายปิดขวา บังหูบังตาเอาไว้ เลยหมดอดไปเสียชาติหนึ่งนั่นถือว่าไม่มีลาภ หูไม่หนวกแต่โอกาสจะได้ฟังเหมาะๆ ไม่มีสักครั้งสักทีเชียว ได้แต่เพียงฉาบๆ ฉวยๆ ไม่ทันจะได้ใคร่ครวญก็บอกว่าไม่ชอบแล้ว ...เทศน์อย่างนี้ไม่ชอบ ชอบอย่างไหนหรือ ไม่รู้แต่อย่างนี้ไม่ชอบ... รู้แต่ที่ไม่ชอบที่ชอบถามขึ้นมาจริงๆ ก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองชอบแบบไหน ดันไปชอบที่ไม่ใช่เป็นพระธรรมคำสอน ไม่ใช่เป็นธรรมะของพระพุทธเจ้า ไปเจอธรรมะลวงธรรมปลอมเข้า ธรรมะหลอกๆ เทศน์ตลกโปกฮาไป ดันไปชอบอย่างนั้นเข้า เรียกว่าไม่มีลาภอยู่เหมือนกัน จะชอบฟังเทศน์ทั้งที เทศน์นั้นก็ไม่ใช่ธรรมะของพระพุทธเจ้า เป็นเทศน์ปรุงเทศน์แต่ง เอาสนุกครื้นเครงรื่นเริงกันไป อย่างนั้นถือว่าเป็นคนไม่มีลาภ 

 

คนมีลาภก็คือ ได้สดับตรับฟังซึ่งพระธรรมตามโอกาสตามควรได้เสมอ ในหมู่ในคณะของญาติธรรม ผู้ประพฤติธรรม สหธรรมมิกของพวกเรานี่แหละ ต้องถือว่าท่านมีบุญ ฟังที่ท่านคุยๆ กัน บอกนึกอยากจะฟังเมื่อไหร่ก็เปิดเอาเลย ได้ฟังทั้งนั้น เขามีเครื่องสื่อสารที่จะให้รับรู้รับฟังกันได้ เอาตามต้องการเลย เทศน์ไว้กี่วันแล้วก็ตามแต่ อยากจะเอามาฟังวันนี้ขณะนี้ เปิดขึ้นมาก็ได้ยิน แม้จะเป็นของเก่าเอามาฟังในปัจจุบันก็ได้ นึกเวลาใดว่างเวลาใดเอามาฟังย้อนหลังก็ได้ จะเป็นเทปเป็นแผ่นเป็นอย่างไรของเขาก็ไม่รู้ ตามยุคตามสมัย ก็ต้องถือว่ามีบุญที่ได้สดับตรับฟังพระธรรม ตามที่ปรารถนาได้ทุกเมื่อ ถือว่าเธอมีลาภ  

 

ลาภต่อมาคือ การได้มีโอกาสประพฤติธรรม มีโอกาสได้ปฏิบัติตามที่ได้ยินได้ฟังมา สามารถเอามาใช้ในการดำเนินวิถีชีวิตได้เป็นปกติ ธรรมะที่ฟังกันไปทั้งหลายนี่ เทศน์มาเป็นสิบๆ ปีแล้ว มีเป็นร้อยๆ กัณฑ์ ไม่ใช่มีเอาไว้เก็บ ไม่ใช่ฟังแล้วเอาเก็บไว้ การที่ได้สดับตรับฟังถือเป็นลาภชนิดหนึ่ง และก็ยังมีลาภอีกชนิดหนึ่งก็คือ ที่ฟังๆ กันไปได้นำมาใช้ไหม ?  ...ได้ใช้อยู่ เอามาใช้ทำอะไร ? ... เอามาใช้ในการดำเนินชีวิต ชีวิตไปเจอกับความทุกข์ ได้นำเอาสิ่งที่ฟังมาแก้ไขทุกข์ เอาธรรมะนั้นๆ มาแก้ไขในความคิดที่ผิดๆ ให้มีหลักในการคิดที่ถูก คิดให้ตรงกับความเป็นจริง เรียกว่าได้ประพฤติ อย่าไปจ้องแต่ว่าได้เดินจงกรม นั่งสมาธิ ได้สวดมนต์เฉยๆ 

 

คิดแต่ว่าไม่อยากตาย เมื่อนึกถึงความตายก็หดหู่ทุกทีว่าตัวเองจะต้องตาย ในเมื่อกลัวในเมื่อหดหู่แล้วจะไม่ตายหรืออย่างไร ? ก็ต้องตายอยู่ดี อย่างนั้นเมื่อนึกถึงความตายแล้วจะต้องทำอย่างไรเพื่อที่จะไม่หดหู่ ไม่กลัวตาย เรียกว่าเอามาใช้ เอามาประพฤติ มีใครบ้างที่จะไม่กลัวตาย มี คนที่เข้าใจในพระธรรมแล้ว เขาไม่ได้มีธรรมะเอามาไว้ให้กลัวตาย เขาไม่ได้เกิดมาเพื่อจะกลัวตาย เกิดมาไม่กลัวร้อน ไม่กลัวหนาว ไม่กลัวหิว ไม่กลัวอด ไม่กลัวเจ็บไม่กลัวป่วย ไม่กลัวถูกด่าถูกแช่ง ไม่กลัวคนเกลียดคนนินทา ไปกลัวทำไม ?มันต้องเจออยู่แล้วสิ่งเหล่านี้ ได้ยินมาแล้วมันเป็นโลกธรรม เป็นสิ่งที่จะต้องปรากฏอยู่บนโลกใบนี้ ทุกคนจะต้องประสบพบเจอกับสิ่งเหล่านี้ แล้วเราจะไปกลัวมันได้อย่างไร ? มันเป็นของคู่โลกใบนี้ เจอก็เจอ เมื่อเจอแล้วทำอย่างไร ? ตรงนี้แหละเอาธรรมะ เอาคำสอนของพระพุทธเจ้ามาใช้ 
 



ถ้าเจอกับสิ่งเหล่านี้แล้วต้องทำอย่างไร ? ให้เฉยกับมัน แก้ไขได้ก็แก้ไข แก้ไขไม่ได้ก็เฉยเสีย เฉยนี่คือไม่ทุกข์กับมัน ไม่สุขกับมัน ไม่ทุกข์ไม่สุขเรียกว่าเฉย ตรงกับมรรคองค์แปด ไม่ติดทุกข์ติดสุข เฉยอยู่ ได้เอาธรรมะมาใช้กับสิ่งที่เราประสบที่เราพบ ทำให้เราไม่กลัวตาย ไม่กลัวคำนินทา ไปกลัวมันได้อย่างไร ? เขาจะนินทาก็เรื่องของเขาเถอะ เพราะอะไรล่ะ ? เราไปห้ามเขาได้หรือ ไม่ได้ !! ใครๆ ห้ามนินทาฉัน มันไม่ได้ ใครๆ ห้ามเกลียดฉัน ไปห้ามคนมาเกลียดมารักได้อย่างไร มันอยู่ที่เจ้าตัวเองต่างหาก เมื่อถูกเกลียดแล้วทำอย่างไร เฉย เมื่อถูกรักแล้วทำอย่างไร เฉย ดีใจก็เฉย เสียใจก็เฉย เรียกว่าไม่ติดทุกข์ติดสุข เหมือนกับให้เราฝึกเฉย “อุเบกขาญาณ” ฝึกจนกระทั่งเป็นญาณ ญาณคือการหยั่งรู้ หยั่งรู้แล้วว่าทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ สุขก็ปลอมทุกข์ก็ปลอม ก็เลยเฉยกับมันเสีย ดูเหมือนว่าจะผิดปกติจากมนุษย์ทั่วไป สุขต้องยินดี ทุกข์ก็ต้องยินร้าย มีด้วยหรือคนที่ไม่ยินดีไม่ยินร้าย เฉยได้นิ่งได้ มี ผู้ที่ฝึกได้มีอยู่ เขาฝึกได้ แต่เราฝึกไม่ได้ก็เลยตั้งคำถามว่ามีหรือ ...ทำไมฉันไม่เห็นเป็น แกไม่ได้ฝึก แกไม่ได้เอาธรรมะมาใช้ ก็เลยกลายเป็นคนที่คล้อยไปตามทุกข์ตามสุข เฉยไม่ได้ ตายน่ะเป็นทุกข์ อิ่มหนำสำราญน่ะเป็นสุข... 

 

ถ้ากลัวตายก็ยังทุกข์อยู่ ไม่หายกลัวตายก็เท่ากับไม่หายทุกข์ ไม่พ้นจากทุกข์ คนที่พ้นทุกข์คือคนไม่กลัวตาย คนไม่กลัวตายแล้วได้พ้นจากทุกข์ไปแล้วคือผู้ที่สงบเย็นแล้ว ผู้ที่นิพพานแล้วจะต้องไม่กลัวตาย ใครที่อยากจะไปนิพพานต้องฝึกให้ตัวเองหายกลัวตาย ถ้าจะตรวจกันธรรมะนอกแบบ ดิบๆ ทำอย่างไรเราจะไม่กลัวตาย ให้พิจารณาซากศพอสุภะบ่อยๆ ของไม่สวยไม่งาม ทั้งจากของจริงๆ ก็เยอะ ของจริงๆ ไม่มีเดี๋ยวนี้ทันสมัยถ่ายภาพ ถ่ายรูปมาให้กันดู เห็นสภาพศพที่เพิ่งตาย ที่ตายมาได้วันหนึ่ง ที่ตายมาได้สองวัน ที่ตายแล้วกำลังขึ้นอืด ที่ตายแล้วกำลังคล้ำกำลังเขียว กำลังจะเน่า กำลังน้ำเหลืองจะไหลจะออก เนื้อกำลังปริกำลังแตก หนอนกำลังชอนไช สิ่งเหล่านี้มีอยู่จริง สภาพจากซากคนหรือซากสัตว์ มีขั้นตอนการเน่าบุบสลายเหมือนกัน เพียงแต่นั่นกายหมา กายแมว กายหนู สัตว์มันตายมันเน่าให้เห็นก็ไม่ต่างจากคนตายให้เห็น ระยะเวลาในการเน่าการเหม็นเหมือนกัน ในที่สุดเป็นอาหารของหมู่หนอนและแมลงวันทั้งหลาย สัตว์กลางวันสัตว์กลางคืนทั้งหลายมาเจอ ไม่รู้จักว่าเน่าว่าเหม็น มันกินไปมันชอบก็มีเรากลัวแทบแย่ แต่เดรัจฉานเหล่านั้นมาถึงคาบเอาๆ ดึงเอาๆ ...นั่นมันผีแกไม่กลัวหรือ...  สัตว์มันกลัวไม่เป็น กลับชอบเสียอีกว่าเป็นอาหารของมัน

 

ไปว่าสัตว์มันโง่ มันโง่แต่ทำไมมันกล้ากว่าคนที่ฉลาด คนฉลาดทำไมไปกลัวซากสัตว์ซากคนที่ตายแล้ว ก็ในเมื่อฉลาดก็ต้องรู้ว่ามันตายแล้ว ทำไมยังกลัวซากที่ตายแล้ว ถ้าฉลาดก็ต้องทำความกลัวให้หาย ด้วยเหตุผลจริงๆ อันว่าซากคนที่ตายแล้ว มันมาทำร้ายทำลายอะไรใครไม่ได้ จะลุกขึ้นมาเดินมานั่งก็ไม่ได้ ดีสิถ้าลุกขึ้นมาได้ก็เรียกว่าฟื้น เมื่อฟื้นไม่ได้มีแต่จะเน่าผุพังไปยิ่งขึ้นๆ อุจาดมากขึ้นๆ ต้องรีบทำลายความอุจาด เผาบ้างฝังบ้าง บางประเทศเขาเอาไปสับให้แร้งกินกากินหมาจิ้งจอกกิน เป็นประเพณีไม่ใช่ว่าเขายากจนไม่มีเงินจะหาฟืนหาไฟมาเผา แต่เขาบอกว่าตายแล้วไม่จำเป็นจะต้องมาเสียเงินค่าฟืนค่าไฟอะไรอีก และเพื่อเป็นประโยชน์ต่อสัตว์อื่นๆ คนเรากินไม่ได้ไม่เป็นไร เอาไปให้สัตว์กิน เขาลากเอาไปทิ้งในที่ทิ้งศพ สับๆ กลางวันแร้งบ้างกาบ้าง ส่วนกลางคืนก็หมาจิ้งจอกสัตว์กลางคืนมากิน 

 

การเทียบเรากับสัตว์เหล่านั้นเพื่อจะเป็นอุบายให้หายกลัว เราไปอยู่ตามป่าช้าตามป่าเปลี่ยว อุบายที่จะไม่ให้กลัว ก็ใช้สัตว์เหล่านี้มาเป็นครูสอน สอนจากของจริงๆ แล้วมันก็ไม่มีมายาอะไรด้วย มนุษย์กลัวแทบแย่ แต่สัตว์กลับปรารถนาที่อยากจะได้เจอซากศพเหล่านี้ เพื่อจะได้อิ่มหนำสำราญอยู่เนืองๆ เมื่อใดที่ไม่มีซากศพซากคนหงอยเหงาเลย ไม่มีอะไรจะกิน สัตว์มันชอบแต่มนุษย์กลับกลัว ไม่ใช่เกลียดแต่เป็นกลัว กลัวนี่หนักกว่าเกลียดแต่ในที่สุดเหมือนกัน คนที่จะนิพพานได้ต้องไม่เกลียดไม่กลัวแล้ว เพราะทั้งเกลียดทั้งกลัวคือกิเลสหลอกเจ้าของ กิเลสแปลว่าสิ่งที่ทำให้ขุ่นมัวเศร้าหมอง คนที่เกลียดนั่นเกลียดนี่อยู่ จิตใจจะไม่ผ่องใส จิตที่ไม่ผ่องใส ไม่สงบเย็น ก็ไม่ใช่จิตของอรหันต์ ไม่ใช่จิตที่จะนิพพาน มันสงบไม่ได้เพราะยังเกลียดอยู่ ยังกลัวอะไรอยู่ เมื่อเราปรารถนาที่จะไม่เกิดอีก เราต้องรู้อารมณ์ของคนที่ไม่เกิดอีก ว่าเขาคิดอย่างไรกับผี คิดอย่างไรกับสิ่งที่เกลียดที่กลัว มันจะหายไปได้ด้วยอุบายอะไร ...ถ้าไม่เห็นมันก็ไม่เกลียดหรอก ไม่เห็นมันก็ไม่กลัวหรอก... อย่างนั้นไม่เรียกว่าหมดทุกข์จริง เพราะเห็นเมื่อไหร่มันพร้อมจะกลัวจะเกลียดทันที ที่หายกลัวหายเกลียดก็คือ มาให้เห็นก็ไม่เกลียด ไปเจอก็ไม่กลัว ต้องอย่างนั้น...”