วิมุตติสุข = สุขอันเกิดจากความพ้นกิเลส เลิศกว่าสุขทั้งปวง

เรื่อง สภาวธรรม ความอัศจรรย์...แห่งจิต (ต่อ)




ตามพุทธศาสนาผลของการทำความสงบทำความนิ่งจะเกิดฌานหยั่งรู้ ซึ่งการหยั่งรู้เกิดจากกำลังของสมาธิ กำลังของความสงบตามที่ได้ไล่ระดับฌานมาก่อนหน้า ถ้าใครเคยสงบแนบแน่นอยู่บ่อยๆ จะมีความรู้พิเศษเกิดขึ้น ซึ่งเกิดไม่เลือกเลยว่าต้องเป็นพระเป็นชี หรือพราหมณ์ทั้งหลายที่แค่ละเรือนมาถือศีล ๘ ที่วัดแค่วันโกนวันพระหรือในบางครั้งบางโอกาส หลายๆ คนพอสอบสภาวธรรมอารมณ์ทั้งหลาย (คือการคุยกันถึงสิ่งที่ปฏิบัติไปแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง) พอได้ฟังสภาวะที่เกิดขึ้นซึ่งก็คือฌาน คนนี้มีบุญเรารู้ ตอนเริ่มเข้ามาประพฤติปฏิบัติเราก็เห็นอยู่ ได้แนะนำให้ประพฤติปฏิบัติมาลองทำดูสิ พอลองทำแล้วเครื่องติดเร็วแท้ เคยเห็นนางฟ้าเคยเห็นเทพบุตรเทพธิดาทั้งที่ไม่ได้โกนหัวบวชเข้ามา “ขณะที่นั่งสมาธิฟังเทศน์ อยู่ๆ ก็เห็นภาพอย่างนี้ขึ้นมาเลยเจ้าค่ะ คนนั้นมาเดินผ่านหน้าไปมาอยู่อย่างนี้ ก็มองหน้ามองตาดูว่าใครที่ไหนกัน ? ไม่รู้จัก ผ่านมาก็มายืนหยิบแล้วก็ยิ้มให้ ส่งดอกไม้ให้ เราไม่รู้จักก็ไม่รับ เมื่อไม่รับเขาก็ยิ้มๆ แล้วก็ไป จากนั้นก็รู้สึกตัวลืมตาขึ้นมาในขณะนั้นภาพหายไปทางนี้ ถ้าทางนี้ก็ชนเสาสิ ? ก็นั่งฟังเทศน์อยู่บนศาลาใครจะเดินไปทางนั้น เดินไปทางโน้นก็ไม่ได้ติดฝาติดศาลาแล้ว อ่อ...ที่เห็นเมื่อกี้มันเห็นข้างในไม่ได้ฝันท่านั่งก็เหมือนเดิม มันคืออะไร ? ฝันโดยไม่หลับก็ได้หรือ ?” หลับตาเอาใหม่อีก 

 

อย่างนี้เรียกว่าสภาวธรรมเกิดคือจิตไปหยั่งรู้เกิดฌาน (ฌานแปลว่าจิตหยั่งรู้) หยั่งรู้เรื่องอะไรนั้นแล้วแต่เขา เราไม่สามารถจะรู้้ว่าเหตุการณ์อะไรจะมาปรากฏ ปล่อยมันธรรมชาติ คอยดูเมื่อมาปรากฎก็แล้วกันว่าคืออะไร ? ดีหรือไม่ดี ไม่ดีก็ไม่เอาไม่จดไม่จำไม่ทำตามไม่เชื่อ ถ้าดีใคร่ครวญแล้วว่าดีมาสอนให้ทำอย่างนั้น มาบอกให้ทำอย่างนี้ อย่างนี้ คำที่บอกที่สอนล้วนแต่ดี บางตำราเขาว่าอย่าไปสนใจนิมิต ถามว่าแปลว่าอะไรหรือ ? ไม่สนใจนิมิต “อย่าไปรู้มัน ก็มันมาให้รู้ ไม่ใช่คนตาย มันก็รู้เอง อย่าไปบอกว่าอย่าไปรู้ได้อย่างไร ?” คุยไม่รู้เรื่องหรอกคนไม่รู้จักสภาวธรรม จะได้อย่างไร ก็รู้้ ตัวรู้อยู่รู้หมดรู้ละเอียดลออ บอกอย่าไปรู้อย่าไปสนใจนิมิตตัดทิ้งไป ตอนเกิดก็ไม่ได้ดึงมันมาเกิด เมื่อเกิดก็ตัดทิ้งเมื่อใคร่ครวญเสร็จแล้วก็วาง “อย่าไปใคร่ครวญอย่าไปใส่ใจ จะเป็นไปได้อย่างไร ?”

 

จิตตัวนี้ชื่อว่าผู้รู้ จิตคือผู้รู้ก็อยากจะรู้ว่าอะไรเกิดขึ้น ? สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร ? ถูกหรือผิดเกิดขึ้นได้อย่างไร ?  เอามาเป็นกรณีศึกษา เอากรณีที่เกิดขึ้นมาเป็นเหตุในการที่จะศึกษา “มันชั่วตรงไหน ? เดี๋ยวจะไปติดใจเข้า” ก็รู้อยู่นิมิตไม่ใช่ของจริงแต่ที่ปรากฏในนิมิตเป็นเรื่องจริงก็มรู้แล้วก็วาง มาบอกโลกจะกระเด็นกระดอนกันอย่างโน้นอย่างนี้ คนล้มหายตายจากกันกระเจิดกระเจิง หนีน้ำหนีท่ากันชุลมุนวุ่นวาย ข้าวของตู้เสื้อตู้ผ้าลอยน้ำไปหมด น้ำจะท่วมบ้านท่วมเมืองอะไรกันมากมายขนาดนั้นเชียว ท่วมเกินเหตุ” รู้แล้วก็วาง จบ ไม่กี่เดือนต่อมาลอยฟ่องจริงอย่างนั้นเลย ฉันเห็นมาตั้ง ๓ เดือนแล้วอย่างนี้เป็นต้น

 

การที่จิตไปหยั่งรู้เรียกทางภาษาบาลีสั้นๆ ว่าฌาน ฌานเกิด เกิดฌานแล้ว คุยกันให้ใกล้ตัวหน่อยพอคุยใกล้ตัวคนไม่เชื่อ “อะไรกัน ! เกิดง่ายเกิดดายขนาดนี้เชียวหรือ ฌานอะไร ?” ถ้าพระพุทธเจ้าคุย พระโมคคัลลานะพระสารีบุตรพระอรหันต์สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคุยกันถึงค่อยว่ากัน “มาคุยในยุคนี้จะอวดอุตริ ? ไม่ได้อวด เราจะไปอวดอะไรใคร ?” เราก็รู้ของเราว่าเกิดอย่างนี้ เมื่อให้คุยก็คุยตามที่เกิดขึ้น โดนข้อหาด้วยหรือมีข้อหาด้วยหรือ ? อย่างนั้นก็พูดอะไรกันไม่ได้เลยสิ ? คุยอะไรกันไม่ได้เลยผิดหมดหรือ ? ก็เห็นมาอย่างนี้จริงๆ ได้รู้ได้ทราบว่าอย่างนี้จริงๆ ก็เอาตามที่รู้ที่ทราบนั้นมาพูด (เถียงกับตัวเองอยู่นานเชียว) 

 

มีคนเคยพูดเคยติงเอาไว้ในเรื่องของการสภาวะทั้งหลาย รู้เห็นอะไรอย่ามาพูดก็ถ้าว่าจะคุยกันเอา จะเอามาคุยกันว่าเมื่อปฏิบัติไปแล้วเกิดอะไรขึ้นบ้าง ไม่อย่างนั้นจะรู้หรือ ?  เรียนแล้วไม่ได้สอบจะให้นักเรียนดั้นเดาไปเองร้อยปีก็ไม่พอ จะเสียเวลาเนิ่นนานไป เขาก็เลยมีพ่อแม่ครูบาอาจารย์เอาไว้ให้สอบอารมณ์ในทางธรรม ตรวจสภาวะของจิตว่าหยั่งรู้ไปถึงไหนแล้ว เรื่องที่หยั่งรู้นั้นหลงทางหรือถูกทาง บางทีมารมาชวนให้ไขว้เขวก็จะได้เตือนจะได้ให้เหตุผลให้ปัญญา ให้คอยระมัดระวังว่าช่วงนี้ปฏิบัติจะมีขัดข้องในเรื่องศีลหรือไม่ หย่อนยานในเรื่องการเดินจงกรมสมาธิหรือเปล่า เพราะนิมิตที่เกิดขึ้นมักจะหลอกให้จงเกลียดจงชังในเรื่องนั้นเรื่องนี้ แสดงว่าเรามีกิเลสอยู่ในจิตนิมิตจึงได้ขึ้นมาเป็นเรื่องของกิเลส จึงควรเดินจงกรมฟอกให้ละเอียด นิมิตจะได้บริสุทธิ์ขึ้นตรงกับความเป็นจริงขึ้น 

 

นี่คือการแก้ไข และวิธีการแก้ไขที่เป็นวิธีการที่ดีก็คือการทำความเพียรให้เพิ่มขึ้นเจริญสติให้ยิ่งขึ้น ถ้าสติดีมากๆ ผิดถูกจะโต้ตอบกันไปในนั้นเลย “มารอย่ามาหลอกเรา จะมาหลอกให้เราเลิกทำความเพียรเลิกขยัน”  จิตอีกตัวรู้ทันที ผู้ใดก็ตามที่เป็นมนุษย์สดๆ หรือจะเป็นในนิมิตมาแนะนำให้เราเกียจคร้าน มาบอกให้เราหยุดหย่อนต่อการที่จะเคร่งครัด ชี้ทางสบายบอกให้เราหยุดบ้างก็ได้พักผ่อนบ้างก็ได้ “ไม่ต้องถึงขนาดนี้ก็ได้ ถ้าหมกมุ่นอย่างนี้เดี๋ยวจะบ้านะหลงทางไปนะ” อย่างนี้รู้เลยว่ามารเพราะเทพมีแต่จะเร่งให้ทำความเพียรยิ่งขึ้น  มีแต่จะแนะนำให้อย่าเห็นแก่กินแก่นอน และก็ไม่บ้า จะบ้าได้อย่างไร ? เพราะยิ่งเพียรมากๆ จะเกิดสติปัญญาแตกฉานยิ่งกว่าเดิม จะทะลุปรุโปร่งรู้แจ้งเห็นจริง จะฉลาดยิ่งกว่าเก่าเสียอีก อีกทั้งกำลังวังชาไม่รู้มาจากไหน 

 

เมื่อได้หยั่งรู้เมื่อได้ทราบถึงเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งหลายเป็นจริงแล้ว จะยิ่งไม่เห็นแก่หลับแก่นอน จะใคร่ครวญพิจารณาหมวดธรรมทั้งหลายได้เป็นวันเป็นคืนไม่รู้เบื่อรู้หน่าย จะเพลิดเพลินกับเรื่องที่พินิจพิจารณาได้ ยิ่งเป็นกำลังเพิ่ม
ต่อไปอีก
คนที่ประพฤติปฏิบัติได้ผลจริงๆ จึงจะเข้าใจ คนที่ไม่เคยปฏิบัติถึงพริกถึงขิงจะห้ามจะปรามเสีย ด้วยว่าตัวเขาเองนั้นก็ไม่เคยมาเอาจริงเอาจังถึงขนาดอย่างนี้ เขาจึงเรียกว่าเราคุยกับคนผิดเราถามคนผิด มารก็จะเจาะปากคู่สนทนาให้พูด ประกอบกับเรานั้นอาจจะยังไม่เท่าทันยังโง่อยู่ พอได้ฟังเหตุผลของเขาและคิดว่าเหตุผลของเขาเข้าท่า นั่นคือมารทำงานสำเร็จแล้ว 

 

ท่านจึงบอกให้คบกัลยาณมิตรเมื่อปฏิบัติธรรม หากัลยาณมิตรของเราให้เจอ ผู้ประพฤติปฏิบัติถูกตรงอยู่ใกล้ๆ กับเรามีใครไหม ? ในเรือนเดียวกันในหมู่บ้านเดียวกัน ในวัดใกล้บ้านใกล้เรือน ในประเทศในอำเภอเดียวกัน หากัลยาณมิตรให้เจอ เอาไว้สอบอารมณ์เอาไว้ไขปัญหา เอาไว้ชี้ทางให้เกิดปัญญาจะได้ไม่เสียเวล่ำเวลาในการที่จะทำความเพียร ถ้าผิดจะได้แก้เร็วๆ กัลยาณมิตรหรือบัณฑิตจึงเป็นส่วนสำคัญคู่กันกับการปฏิบัติธรรม ถามตัวเองว่าเรามีหรือยัง ? ใครที่จะคอยแก้ปัญหาทั้งหลายให้กับเราได้ ใครจะแก้สภาวะให้เราได้ถูกได้ตรง พอแก้ถูกแก้ตรงปัญญาจะยิ่งขึ้น ความข้องใจสงสัยจะหมดไป ได้คำตอบที่ถูกตรงยิ่งขึ้น 

 

ในส่วนของพระพุทธเจ้าท่านยกไว้ ที่ท่านตรัสรู้กัลยาณมิตรของท่านที่เป็นมนุษย์ไม่มี ท่านจึงกล่าวโดยตรงว่าท่านได้ตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เอง แต่พอมาถึงรุ่นพวกเราท่านบอกเลยให้คบหาบัณฑิต ผู้รู้คือกัลยาณมิตร ใครที่คบหากับผู้รู้กับบัณฑิตถือว่าชีวิตของเขาจะเป็นสิริมงคล เป็นคนที่มีสิริเป็นคนที่มีมงคลอยู่กับตัว ที่บอกไม่ให้คบคนพาลคนที่เห็นผิดมาเป็นคู่สนทนาสอบถามปัญหาธรรมทั้งหลาย คนที่ไม่ได้ประพฤติปฏิบัติคนที่มีความเกียจคร้านในการทำความเพียร คนที่ไม่ได้ศรัทธาในพระรัตนตรัยอย่าคุยเรื่องธรรมะด้วย ประโยชน์ไม่มีจะมีแต่โทษ 

 

การที่จะคุยเรื่องธรรมะถ้าเรามีบุญจะมองออกเอง คนนี้ไม่ได้ปฏิบัติไม่คุยคนนี้ปฏิบัติอยู่ถามเลย “เป็นอย่างไรพักนี้สภาวธรรมสนุกไหม ?   แหม...พักนี้เจอกิเลสมันแพรวพราว  มาแยบยลกับธรรมะนอกชื่อนี้ ชื่อนี้ ชื่อนี้   เราเข้าใจว่าเป็นสภาวธรรม เกือบหลงทางไป ออ...มีบุญนี่ไม่ทันหลงใช่ไหม ? ไม่ทันหลงหรอกพอดีหลวงปู่หลวงตาพระพุทธเจ้ามาบอกก่อนในนิมิตก็เลยไม่ทันได้หลง  โอ้...เธอมีบุญมาก พ่อแม่ครููอาจารย์ทั้งหลายติดสอยห้อยตามดูแลเธอ    เธอมีเทวดารักษาตนดี” ให้กำลังใจซึ่งก็คืออย่างนั้นจริงๆ 
 


คนที่เทวดารักษาตนดี เรื่องที่ไม่ควรจะให้เกิดให้เจอเขาจะขจัดปัดเป่าให้มีอันเป็นแคล้วคลาดไม่ได้พบได้เจอกัน ให้เบี่ยงเบนไปเสียทางอื่นอย่ามารบกวนให้ขุ่นข้องหมองใจ เสียเวล่ำเวลาเจ้าของฉันไม่ควรจะได้ยินได้ฟัง เทวดาที่ทำหน้าที่นี้ส่วนใหญ่จะเป็นภูมิเทวดากับรุกขเทวดา พระพุทธเจ้าไม่ได้ปิดบังในเรื่องนี้กลับตรงกันข้ามท่านเปิดเผยในเรื่องภพภูมิ  เมื่อพูดถึงเรื่องมนุษย์มักจะเกี่ยวข้องไปถึงเทวดาทุกครั้งแม้กระทั่งการสวดสาธยายมนต์ ท่านบอกอย่างไรก็ชวนเทวดามาร่วมสวดมาร่วมรับรู้ด้วย เทวดาชอบที่คนจะสาธยายมนต์เพราะเป็นคำมงคล เขาชอบที่จะได้ยินคำมงคลจึงมีประเพณีชุมนุมเทวดา จะทำพิธีมงคลอะไรๆ จะทำความศักดิ์สิทธิ์ในเรื่องอะไรๆ ก็จะเชิญเทวดาทุกงาน “เชิญเพ้อเจ้อไปไหม ?  ไม่เจ้อ ก็อยู่ด้วยกันบนโลกใบเดียวกันจะไปเจ้อได้อย่างไร ?”  และก็เป็นหน้าที่ของเทพเทวดาอยู่แล้วที่จะคอยอนุเคราะห์สงเคราะห์กับบุคคลผู้ประพฤติธรรมทั้งหลาย คือคนที่ประพฤติตรงประพฤติตามความเป็นจริงเรียกว่าประพฤติธรรม ย่อมไม่อยู่ไกลจากเทพเทวดา เหมือนกับว่าประเพณีของเทวดาชอบคนปฏิบัติธรรม 

 

ใครอยากมีเพื่อนเป็นเทวดาปฏิบัติธรรมประพฤติธรรมสิตรงเลย ไม่ใช่เรื่องลี้ลับ ลับลมคมในอะไรเลย อยากให้เขารักมากๆ รักเยอะๆ ปฏิบัติให้ตรงกับที่พระพุทธเจ้าสอน อย่าปฏิบัติเฉอย่าปฏิบัติพิสดาร สวดก็อย่าสวดพิสดารให้สวดคำสิริมงคลทั้งหลาย เหตุผลในการสวดก็ให้ตามเป็นจริงอย่าสวดด้วยการติดสินบนใดๆ สวดสาธยายจากความบริสุทธิ์ผุดผ่องของจิตของใจจริงๆ เทพเทวดาเขาได้ยินได้ฟังเขาจะยินดีกับเราด้วย อนุโมทนาแปลว่าพลอยยินดีกับเราด้วย “เดี๋ยวก็สวดมนต์ เดี๋ยวก็เดินจงกรม เดี๋ยวก็นั่งสมาธิ เดี๋ยวก็แผ่เมตตา อยู่ใกล้คนนี้ไม่ว่างเว้นจากบุญเลยดีเหลือเกิน” คนเราไม่มีดีที่ไหนใครเขาจะไปคุยต่อๆ แม้เทวดาก็เป็นอย่างนั้น เหตุการณ์ประพฤติปฏิบัติบนโลกเขาไปคุยต่อๆ กันที่บนเทวโลก “มนุษย์ชื่อนี้ประพฤติธรรม แม้ห่างเหินไปตั้ง ๒,๕๐๐ กว่าปีแล้วเธอ มนุษย์ผู้นี้ยังมุ่งมั่นอยู่ในธรรม แม้ลับหลังตถาคตก็ยังมุ่งมั่นเอาจริงเอาจังในตถาคต ตอนนี้เพียรอยู่ที่นู่น เพียรอยู่ป่าโน้นอาศัยอยู่ถ้ำนั้น” เขาก็ไปคุยกัน 

 

ถ้าเป็นคนขยันเพียรขยันประพฤติปฏิบัติเทวดาเขาจะรู้จักเรา พอรู้จักแล้วเป็นอย่างไร ? เหมือนมนุษย์เลยอยากเห็นคนดังอยากเห็นดาราคนสวยคนหนุ่ม เทวดานั้นก็ทำนองเดียวกันอยากเห็นคนใจบุญประพฤติธรรมประพฤติศีล “ไหนอยู่ที่ไหน ? เผื่อฉันผ่านไปจะได้แวะเยี่ยมแวะเยียน” หรือเผลอๆ ไม่ได้ผ่านแต่เจตนามาเลย วันพระนี้จะไปฟังวันพระนี้จะไปดู กลายเป็นที่รักของเทวดาจากการทำของเรา ซึ่งที่เราทำนั้นเป็นเรื่องของการประพฤติปฏิบัติด้วยอัตภาพของมนุษย์ แต่เกี่ยวพันโยงใยไปถึงภูมิอื่นภพอื่น ถึงกันหมด เวลาที่ปฏิบัติอย่าทำเล่นๆ อย่าเหยาะแหยะ อายเทพเทวดา ยิ่งถ้ามารู้ว่าทำอย่างนี้แล้วจะทำให้เป็นที่รักของเทวดา ก็จะมีกำลังใจที่อยากจะทำ ไม่อยากจะคบกับมนุษย์แล้ว เพราะมนุษย์โลเลเรื่องมากเอาแต่ใจเอาแต่อารมณ์คบเทวดาดีกว่าซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา

 

เมื่อมีการพัฒนาทางจิตขึ้นไปแล้ว ต่อไปก็อยากจะปลีกอยากจะหลีกอยากจะวิเวก ถึงแม้ไม่ได้พูดได้คุยได้คลุกคลีกับเพื่อนฝูงก็รู้สึกเฉยๆ ไม่ทุกข์ไม่ร้อนอะไร เพลิดเพลินบันเทิงธรรมลืมเมื่อยลืมปวด การประพฤติปฏิบัติที่ว่าเคยลำบากทำยากลืมเรื่องยากเรื่องลำบากไปเลย นี่คือผลที่เกิดขึ้นจากการที่โน้มน้าวไปถึงเทพเทวดาทั้งหลาย เขาเรียกว่าเทวตานุสสติกรรมฐาน ถ้านั่งสมาธิไม่ได้เก่งไม่ได้นานไม่ได้ทน พอนึกถึงเทวดาแล้วเก่งขึ้นทนขึ้น “เราหลอกตัวเองไหม ? ไม่ใช่หลอก เทียบตำราเลยก็ได้มีชื่อกรรมฐานอยู่ในคำสอนว่าเทวตานุสสติกรรมฐาน” ถ้าเราจะทำอะไรที่ดีๆ จะทำสำเร็จไม่สำเร็จให้นึกถึงเทพเทวดา จะเกียจจะคร้านให้นึกถึงเทพเทวดา เทวดาที่เขาสุขสบายเพราะเขาไม่เกียจคร้านเพราะเขาทำอะไรทำจริง เพราะเขาพูดคำไหนคำนั้นสมาทานอย่างไรเขาก็รักษาสมาทานได้อย่างนั้น 

 

ทวตานุสสติกรรมฐาน เมื่อระลึกนึกถึงแล้วทำให้เราอยากทำคุณงามความดี  อยากไปเป็นหมู่ของเทพของเทวดาอยากได้อยู่ใกล้ชิดเทวดา  อย่างนี้ไม่เพ้อเจ้อ ในเมื่อไม่เพ้อเจ้อแสดงว่ามีผลได้จริง ไม่ใช่หลอกอยากจะให้คนประพฤติปฏิบัติก็เลยอ้างเทวดา หากอ้างจะเป็นฝ่ายอกุศล แต่เรานึกถึงความเป็นจริงไม่ใช่เป็นฝ่ายอกุศล ถ้าเราทำอย่างนี้จะมีความผูกพันกับหมู่ของเทพของเทวดาได้จริงๆ เขาจะรับรู้ถึงความจริงของความบริสุทธิ์ของเราจริงๆ ไม่ใช่แกล้งยกตัวอย่างอุปมาอุปไมย 

 

เมื่อความจริงเป็นอย่างนี้ ยามที่จะท้อจะถอยอย่าลืมนึกถึงเทวดา จะหลงรูปหลงกาย จะหลงในทรัพย์ในสมบัติในอาหารการกิน หากนึกถึงเทวดาจะหายหลง ทำไมหรือ ? ของเทวดาเป็นทิพย์ดีกว่าเราเทียบกันไม่ติด ของเราเป็นของปฏิกูลกินไปเน่าได้เหม็นได้ ขนาดของเน่าได้เหม็นได้ไม่สวยไม่งามเรายังติดใจ เทวดาของเขาดีๆ เขายังอยากจะหนี อุตส่าห์มาร่วมบุญร่วมกุศลกับมนุษย์เพื่อจะให้ผ่านพ้นเทพเทวดาในชั้นล่างชั้นต่ำที่ตนเป็นอยู่ เมื่อนึกได้อย่างนี้จึงเลิกหลงใหลในมนุษย์สมบัติทั้งหลาย 

 

ประโยชน์ของเทวตานุสสติกรรมฐาน ไม่ค่อยจะได้เทศน์ถึงกรรมฐานกองนี้ ตรงๆ กันอย่างมากมายนัก วันนี้จึงนำมาให้เข้าใจเพราะมีผลได้จริงอยู่ ไม่ได้แกล้งเอามาหลอกจูงอกจูงใจเฉยๆ แต่ใช้ปราบความโลภในจิตของเราได้ เราอยากจะได้นู่นได้นี่ เมื่อเปรียบเทียบกับทรัพย์สมบัติของเทวดาแล้วเทียบกันไม่ติด ความอยากเลยหายไป เราอยากได้ในสิ่งที่คนอื่นเขาทิ้ง เหมือนกับก้อนน้ำลายที่ผู้รู้เขาคายทิ้งแล้วเราไปเก็บมาอมใหม่ (ท่านเทียบเอาไว้เสียหมดค่า) คนอื่นเขาถ่มทิ้งแล้วเราเดินไปเห็น “นี่มันน้ำลายนี่ น้ำลายต้องอยู่ในปาก ของใครไม่รู้ใส่ปากเลย ของมันเสียแล้วเจ้าของเขาจึงถ่มทิ้ง ส่วนเรากลับไปเก็บใส่ปาก” โลกีย์ทรัพย์ต่างๆ ทั้งหลายเป็นของเน่าเหม็นปฏิกูลได้ เราอยากได้ไม่มีบันยะบันยัง อยากได้จนเป็นทุกข์ บัณฑิตทั้งหลายทิ้งทรัพย์ออกบวชได้ยินอยู่ได้พบอยู่ เทพเทวดาต่างๆ ทั้งหลายทิ้งวิมานลงมาอนุโมทนาบุญกุศลกับเมืองมนุษย์ วิมานเขาสวยสดงดงามเขายังทิ้งลงมาเพื่อจะมาฟังเทศน์ฟังธรรม มาเมืองมนุษย์เพื่อหาบุญกุศล ส่วนเราเป็นมนุษย์ไม่กล้าทิ้งบ้านหลังเก่าๆ มาฟังธรรม 

 

ประโยชน์ของการนึกถึงทรัพย์สมบัติของเทวโลก ระลึกถึงเทวดานุสสติทำให้เราคลายการยึดมั่นถือมั่นได้มาก ถ้าคนคิดพิจารณาเป็นได้ประโยชน์มากทีเดียว เป็นของจริง ของจริงคืออย่างนั้น วิมานของเทวดาตีค่าตีราคาเทียบกับบ้านของเมืองมนุษย์ผิดกันลิบลับ ความงดงามได้ทิพย์กับที่คนไปสร้างไปทำขึ้นมาเรียกว่าวิจิตรก็ยังไม่เท่ากับของเทวดา มนุษย์ติดทรัพย์สมบัติส่วนเทวดาทิ้ง   อย่างนี้ถ้าเราไปเป็นเทวดาแล้วจะไม่ติดหนึบหนับเลยหรือ ? เพราะทรัพย์นั้นดียิ่งกว่าเมืองมนุษย์หลายเท่านัก” จะทรัพย์เมืองใดๆ ก็ตามใช้เป็นประโยชน์เสร็จแล้ววางเสียอย่ายึดอย่าติดมีเอาไว้ใช้ให้เป็นประโยชน์ มีแล้วอย่าเอาไปใช้ให้เป็นโทษ เมื่อใช้เป็นประโยชน์เสร็จแล้ววางเสีย ไม่ยึดติด เรียกว่าใช้โดยไม่มีอุปทาน 

 

อุปทานแปลว่ายึดติด อาหารทั้งหลายที่เราใช้กินทุกวันแต่ไม่ติดเลย พรุ่งนี้จะมีอะไรกินหรือไม่ได้อะไรกิน เรื่องอย่างนี้ไม่คิดไม่ติดใจเลย ไปเจอพรุ่งนี้ก็รู้เองว่ามีอะไรบ้างที่จะกินได้ก็กินไป อย่างนี้เรียกว่าใช้โดยไม่ติด ตักตวงใช้กายนี้ให้เป็นประโยชน์ ใช้เสร็จก็ไม่ติดใจในกายนี้  “ตายแล้วหรือ ? ตายแล้ว”  เมื่อตายแล้วประเพณีมนุษย์คนที่อยู่เขาจะเอาไปเผาไม่เกี่ยวกับเราแล้ว จิตวิญญาณออกจากร่างไปแล้ว ได้กายใหม่ได้ภพใหม่ภูมิใหม่เรียบร้อยไปแล้ว แต่เพื่อไม่ให้เน่าเหม็นแมลงวันไต่ตอมเป็นเชื้อโรค แล้วไปไต่ตอมอาหารกินเข้าไปจะสกปรก และเพื่อไม่ให้รำคาญจมูกรำคาญตาก็พากันเอาไปฝัง ฝังเสร็จเผาเสร็จแล้วแต่ “จำเป็นไหม ? ที่จะต้องเผากันหลายๆ คน ไม่จำเป็นคนเดียวก็เผาไหม้ ลากไปถึงเอาฟืนสุมๆ ก่อไฟจุดฟืนติดกลับบ้าน จบ” ถ้าไหม้ไม่หมด ? หมดไม่หมดไม่มีค่าไม่มีผลอะไร จิตวิญญาณทั้งหลายไม่ได้มาโหยหวนปวดแสบปวดร้อนอยู่กับการที่ถูกไฟถูกฟืนเผา เจ้าของเองเขาทิ้งไปแล้ว ตายแล้วไปเกิดใหม่แล้ว ความจริงคืออย่างนั้น 

 

เพียงแต่ว่ามนุษย์อาจจะเอาไว้เป็นอุบายในการที่จะเอาไว้สอนคนให้ปลงศพ พิจารณาความตายกันสัก ๒  คืน ๓ คืน ไปบอกคนบอกแขกให้มาช่วยกันปลงสังเวชกันเยอะๆ คนใดคนหนึ่งได้มาเห็นการตายแล้วเกิดจิตสงบเป็นบุญเป็นกุศลหายกลัวตายเข้าใจในการหมุนเวียนของเกิดแก่เจ็บตาย เป็นบุญเกิดขึ้น ถึงแม้จะเป็นซากศพแต่ก็ยังมีประโยชน์กับคนเป็นอยู่ เรียกว่าเอาศพมาเป็นอุบาย เก็บเอาไว้เผื่อใครที่จะพินิจพิจารณาแล้วเกิดบุญกุศลขึ้นในจิตของเขา เป็นอริยบุคคลได้ เป็นคนที่หายยึดมั่นถือมั่นได้ อย่างน้อยถึงแม้ว่าซากศพนั้นไม่มีความหมายแล้วแต่ก็ยังเป็นประโยชน์ต่อคนเป็น และที่เขายืมเอาไว้ปลงบอกแขกบอกผู้คนมากๆ ก็เพื่อจะให้ได้มาปลง ปลงแปลว่าวาง ยกขึ้นแล้ววางลงเรียกว่าปลง ยกสภาพของศพนั้นขึ้นพิจารณา เมื่อพิจารณาเสร็จแล้วเห็นว่าไม่จีรังยั่งยืนก็วางเสีย เรียกว่าปลงศพ